A Blogger by Beamcool

บล็อค ที่รวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับ การตลาด seo และ วิธีการ หาเงิน บน อินเตอร์เน็ต เทคนิคในการ ทำเงิน บน อินเตอร์เน็ต ( เราหมายถึงการ ทำเงิน บน อินเตอร์เน็ต จริง ๆ ที่ไม่ใช่การชวนเข้า mlm แต่อย่างใดครับ) รวมถึง บริการออนไลน์ ออฟไลน์ ต่าง ๆ ในเครือ Wittybuzz ไว้ด้วยกัน ใครที่เยี่ยมชมนี้ด้วย Internet Explorer แนะนำให้ดาวโหลด Firefox มาใช้จะดีกว่าครับ นอกจากลูกเล่นจะมีเยอะกว่า ยังมีเครื่องมือที่สนับสนุน SEO อีกด้วยครับ


กฎ 23 ข้อดังต่อไปนี้ เป็นการวิจัยของ 3 สถาบัน ได้แก่ The Poynter Institute, the Estlow Center for Journalism & New Media, และ Eyetools ภายใต้โครงการ “The Eyetrack III”
ซึ่งศึกษาถึงกลยุทธ์การออก แบบเว็บไซต์เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ให้มากที่สุด ดังนี้

1. ตัวอักษรดึงดูดความสนใจได้เร็วกว่าภาพหรือกราฟฟิค

2. จุดแรกที่สายตามองคือ มุมซ้ายบนของหน้าเว็บ

3. ผู้ใช้จะมองไปที่มุมซ้ายบนของเว็บไซต์ ก่อนที่จะเลื่อนสายตาลงมาด้านล่างขวาเรื่อยๆ

4. ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่สนใจมองแบนเนอร์โฆษณา

5. รูปแบบเว็บไซต์และตัวอักษรที่มีสีสันสะดุดตา มักไม่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้

6. แสดงข้อมูลเป็นตัวเลข จะดึงดูดสายตามากกว่าเขียนเป็นตัวอักษร

7. ขนาดตัวอักษรมีผลต่อพฤติกรรมการใช้เว็บ โดยตัวอักษรเล็กๆ จะทำให้คนอ่านอย่างละเอียด ขณะที่ตัวอักษรใหญ่ ทำให้คนมองเป็นอันดับแรก

8. คนส่วนใหญ่อ่านพาดหัวรอง ในกรณีที่น่าสนใจจริงๆ

9. คนมักจะอ่านส่วนล่างของหน้าเว็บแบบผ่านๆ

10. ประโยคหรือย่อหน้าสั้นๆ ดึงดูดความสนใจของคนอ่านมากกว่า

ที่เหลือไว้คราวหน้าน่ะครับ

ที่มา : ไอแอมนอทคอร์


Viral Marketing ไม่ใช่อะไรที่ไกลตัว หรือเป็นของใหม่บนเว็บเลย
ฟังก์ชั่น Email to Friend, Trackback, Embed URL
ก็เป็นการตลาดแบบ Viral Marketing เช่นกัน
หรือเว็บอย่าง Del.icio.us, Digg, Zickr, Fwddr
ก็เป็นโอกาสของการตลาดแบบปากต่อปากทั้งนั้น

ข้อดีของ Viral Marketing ก็คือ
เป็นการตลาดแบบ Customer-driven
ลูกค้าเต็มใจที่จะรับข่าวสารนั้น
และข่าวสารที่ลูกค้าเต็มใจรับเอง เพราะเพื่อนบอกมา
ลูกค้าก็มักจะให้การต้อนรับมันดีกว่าข่าวสารที่ถูกยัดให้เห็นให้ฟัง

และยิ่งถึงยุคที่ผู้ใช้คัดเลือกข้อมูลที่จะรับรู้เอง
Viral Marketing ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
บริษัทสื่อผู้บริโภคด้านสุขภาพ MedTrackAlert ได้ร่วมกับ CNET
ในการพัฒนาเครื่องมือวัดคุณภาพแนวโน้มที่ข้อความโฆษณานั้นๆจะถูกบอกต่อ
ไม่ว่าจะเป็นทางออนไลน์หรือออฟไลน์

เครื่องมือนี้ ใช้ Shareability scale หรือมาตรวัดของความสามารถในการแชร์
ซึ่งแจกให้ลูกค้าในกลุ่มผู้ทดสอบ
ซึ่งมาตรวัดนี้ได้สร้างขึ้นเทียบกับผู้ใช้สองประเภท คือ
ผู้ใช้ประเภท B2B ในธุรกิจไฮเทค
และผู้ใช้ที่เป็นกลุ่มสนใจด้านสุขภาพ

ผลในการใช้งานเครื่องมื่อนี้จะเป็นตัวบอกว่า โฆษณาตัวนั้น หรือแคมเปญชุดนั้น
จะมีการบอกปากต่อปากขนาดไหน

Shareability scale รวมไปถึง

1. การพิจารณาข้อความในโฆษณา หรือแคมเปญ
ว่ามีแนวโน้มจะส่งต่อให้เพื่อนหรือคนรู้จักมากน้อยอย่างไร

2. การพิจารณาความเป็นเอกลักษณ์ของข้อมูลข่าวสารในโฆษณา
ว่ามีแนวโน้มจะส่งต่อให้เพื่อนหรือคนรู้จักมากน้อยอย่างไร

3. การพิจารณาความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าหรือบริการในโฆษณา
ว่ามีแนวโน้มจะส่งต่อให้เพื่อนหรือคนรู้จักมากน้อยอย่างไร

การค้นคว้าวิจัยเรื่อง Shareability นั้น ยังเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น
เพราะเหตุผลที่คนเราจะบอกหรือไม่บอกต่อนั้นมีปัจจัยหลายอย่างมาก
ซึ่งทาง MedTrackAlert และ CNET ก็จะยังศึกษาต่อไป

ในความเห็นของเรา คนเหล่านี้ก็ช่างคิดนะ
นับถือในความพยายามในการค้นหาวิธีวัด
ในหลายๆครั้งคนเราก็ต้องการวัดสิ่งที่อยู่ในจิตใจด้วยสูตร ด้วยมาตรวัด
ด้วยมาตรฐานอะไรบางอย่าง
ซึ่งบางครั้งก็เวิร์กอย่างน่าอัศจรรย์
แต่ในหลายๆครั้งก็ยังเป็นที่สงสัยว่ามันเวิร์กจริงหรือ

อย่างไรก็ดี
ก็ควรต้องจับตาไว้เป็นระยะ
ถ้าได้สูตรการหาค่า Shareability ออกมาในที่สุด
เอเจนซี่โฆษณาทั้งหลายก็คงจะได้มีงานทำเพิ่มก็คราวนี้ล่ะ

ที่มา : มาร์เก็ตติ้งไบท์ดอทคอม


เมื่อพูดถึงการโฆษณาออนไลน์
ส่วนใหญ่เราจะนึกถึง Banner วิ้งๆแว้บๆ
ซึ่งถ้าอยู่บนสุด บนเว็บหน้าแรก ก็ถือว่า เป็นสปอนเซอร์ใหญ่

แต่ก่อนเมื่อตอนที่อินเตอร์เน็ตยังไม่บูมนักในเมืองไทย
การโฆษณาบนเว็บไม่ได้มีราคาค่างวดนัก
นักโฆษณาตีค่าโฆษณาบนเว็บไซต์ต่ำมาก

แต่เมื่อนักโฆษณาเริ่มเห็นค่าของเว็บไซต์
ราคาของเว็บไซต์ก็สูงขึ้น และสูงขึ้น
การโฆษณามักจะไม่พ้นเรื่องแบนเนอร์
และ Micro-site ที่รันแคมเปญโฆษณา

การโฆษณาแบบเดิมจนถึงปัจจุบัน
ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นแบบ Marketer-driven อยู่

ซึ่งค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาเช่นนั้น สูงขึ้นทุกวัน
แต่ด้วยความเป็นอินเตอร์เน็ต
มันยังเปิดโอกาสให้ทำการตลาดแบบที่ค่าใช้จ่ายต่ำได้
ในการโฆษณาแบบหนึ่งที่เหมือนกับการโฆษณาแบบออฟไลน์
ที่มีอิทธิพลมากอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ Viral Marketing

เรามักมีแนวคิดว่า ผู้ใช้เกลียดโฆษณา
แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
ผู้ใช้ไม่ได้รังเกียจโฆษณาทุกอัน
แต่รังเกียจโฆษณาที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขา และเขาไม่อยากจะรับรู้
Viral Marketing หรือการตลาดแบบปากต่อปาก (word of mouth)
เป็นวิธีการตลาดที่ใช้กันมานาน ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์
ข้อดีของการตลาดแบบนี้คือ ลงทุนต่ำ หรือแทบไม่ต้องลงทุนเลย
แต่ต้องทำให้ผู้นำทางด้านการตลาด
ซึ่งในที่นี้คือ ส่วนหัวกะทิของลูกค้าของเรา
ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะมีอิทธิพลทำให้คนอื่นในกลุ่มปฏิบัติตาม
ยอมรับและเห็นดีเห็นงามในผลิตภัณฑ์หรือบริการของเรา
มากพอที่จะบอกคนอื่น หรือแสดงให้คนอื่นเห็นว่า
มันดีนะ มันควรใช้นะ
เมื่อผู้ตามคนอื่นเห็นท่านผู้นำทำ ก็จะทำตาม
และเมื่อเห็นดีเห็นงาม เขาก็จะเริ่มบอกคนอื่นปากต่อปากไปเรื่อยๆ

ที่มา : มาร์เก็ตติ้งไบท์ดอทคอม


ถ้าเป็นเราจะทำบริการอีคอมเมิร์สขึ้นมาเรานึกภาพออกไหม นอกจากหน้าเว็บที่มีภาพสินค้าวางๆตามหมวดหมู่ หรือชื่อผู้ขาย? นอกจากมีการเลือกซื้อสินค้าแบบเบๆอย่างสองอย่างข้างบนแล้วEtsy ก็ยังมีทางเลือกให้ผู้ซื้อ ได้ชมสินค้าในมิติอื่นๆอีกด้วย เช่น ชมสินค้าตามที่อยู่ของผู้ขาย เลือกดูสินค้าตามความเกี่ยวข้อง เลือกดูสินค้าตามระยะเวลาที่สินค้าวางแผง เลือกดูสินค้าตามสีของสินค้า

ยิ่งสินค้าที่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกซื้อไม่ใช่ราคาแต่เป็นความชอบ ซึ่งผู้ซื้อไม่ใช่ดูสินค้าจากที่นี่ แล้วจะไปสรรหาสินค้าแบบเดียวกันในเว็บขายสินค้าราคาถูกเว็บอื่นๆไม่ว่า สินค้านี้ ผู้ขายเดียวกันอาจจะขายที่อีเบย์ในราคาต่ำกว่าที่นี่แต่ผู้ซื้อก็อาจจะ ตัดสินใจซื้อจากที่นี่เลยได้ไม่ว่าจะด้วยบรรยากาศ ที่ช่วยส่งเสริมความเป็น Unique ของสินค้าเอง(ทำให้สินค้าที่นี่ ราคาค่อนข้างเหมาะสมกับเหตุกับผลที่มันควรจะเป็น)และบรรยากาศที่ช่วยส่ง เสริมให้ผู้ซื้อได้เลือกสินค้าในหลายๆมิติซึ่งส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของ Etsy คือ นอกจากเป็นงานฝีมือแล้วยังเป็นงานฝีมือที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อีก ต่างหาก(ซึ่งไม่มีใครรู้หรอก หากใครจะไปซื้อของที่จตุจักรมาขายแถมอาจจะขายได้ราคาดีกว่าซื้อมาไม่รู้กี่ เก่า เพราะจุดสำคัญคือ คนซื้อชอบ)และเป็นไปอย่างสนุกสนาน(จะเห็นได้ว่า เขาเน้นภาพเป็นหลัก ไม่ใช่ listing เป็น text เหมือนเว็บทั่วไปซึ่งนั่นคือธรรมชาติของการซื้อของแบบที่ไม่เน้นราคานัก มีความชอบเป็นอีกปัจจัยหลัก)

เราก็สามารถที่จะสร้างบริการอีคอมเมิร์สที่ให้บรรยากาศ ประสบการณ์กับผู้ใช้ แตกต่างไปจากที่อื่นๆไม่ว่าจะเป็นบริการเปรียบเทียบ ฟาดฟันราคากันเห็นๆ (อย่างสร้างสรรค์)หรือบริการเปรียบเทียบของแบรนด์เนม เน้นสไตล์รูปทรงเป็นหลักหรือถ้าเราเป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการเองจะทำอย่าง ไรให้ผู้ใช้รู้สึกถึงแบรนด์ของสินค้าหรือบริการของเราได้ไม่ใช่เป็นเพียงแค ตตาล็อกเบสิคๆ(แต่สถานการณ์ไหนที่ควรจะเป็นแคตตาล็อกเบสิคๆ ก็ควรเป็นไปนะ)

แต่ก็อย่าลืมว่า ถ้าเรามีกลยุทธ์ Price Discriminationต้องดูศักยภาพของสินค้าหรือบริการของเราด้วยว่า สามารถทำได้เพราะ ในเนตนั้น การตรวจสอบราคาสินค้าหลายๆอย่าง สามารถทำได้โดยง่ายเช่น ถ้าเราเปิดร้านออนไลน์ขายสินค้าหรือบริการที่ก็มีอยู่ในร้านออนไลน์อื่นๆไม่ ใช่สินค้าที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง หาที่ไหนไม่ได้ หรือหาได้ยากหรือเราไม่ได้เป็นผู้นำในการควบคุมราคาสินค้านั้นๆเองก็จะยาก ที่จะเกิด แม้ว่าจะใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปเต็มที่ ก็อาจจะดันยอดขายไม่ขึ้นก็ได้

ที่มา : มาร์เก็ตติ้งไบท์ดอทคอม


ซึ่ง Price Discrimination เป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันเป็นปรกติทั่วไปมากๆในมุมมองผู้บริโภค อาจจะดูไม่แฟร์เพราะเรารู้สึกว่า เราต้องจ่ายมาก ทั้งๆที่เราสามารถจ่ายน้อยได้แต่นั่น ก็ทำให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจที่สูงขึ้นได้ด้วยถ้าธุรกิจของเราค่อนข้างจะ เป็นMonopolyเราจะกำหนด Price Discrimination ตามใจได้มากกว่าแต่ถ้าเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงPrice Discrimination จะช่วยให้เกิดการแข่งขันที่น่าสนใจมากขึ้นเราจะมีตัวเลือกในการบริการมาก ขึ้น สามารถเลือกสิ่งที่พอใจมากที่สุดได้ในขณะที่เจ้าของธุรกิจก็มีลูกเล่นในการ ที่จะทำกำไรได้อยู่

ถึงบริษัทนั้นๆจะไม่ได้เล่น Price Discrimination ก็ตามอย่างไร การทำธุรกิจ ก็ต้องทำให้เกิดกำไรนั่นแหละไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่งั้นจะทำธุรกิจไปทำไมสำหรับบนอินเทอร์เน็ตนั้นมันเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้ เอาชนะ Price Discrimination แบบเก่าๆ ในสินค้าและบริการบางประเภทเช่น ข้อมูลส่วนผสมเครื่องสำอางยี่ห้อต่างๆราคาซอสหอยนางรมในซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายๆที่เปิด โอกาสให้ผู้ใช้ได้เลือกโอกาสที่จะซื้อสินค้านั้นๆ ด้วยราคาที่พอใจที่สุด(ซึ่งโดยทั่วไปมักจะเป็นราคาที่ถูกหรือคุ้มค่าที่สุด ที่จะหาได้)

ทั้งนี้ทั้งนั้น มันไม่ได้ช่วยกำจัดกลยุทธ์ Price Discrimination ไปอย่างหมดสิ้นตราบใดที่มนุษย์ยังมี Perception ยังซื้อของด้วยความชอบยังมีเวลาที่จำกัดในการค้นคว้าข้อมูล ในการตัดสินใจซื้อยังมีความจำเป็นในการบริโภค ในสถานการณ์ที่จำกัดอยู่ซึ่งกลยุทธ์ Price Discrimination ก็ไม่ได้แปลว่าจะเอาเปรียบลูกค้าเสมอไปดังนั้น ถ้าใช้ให้ถูกทาง และไม่เอารัดเอาเปรียบนักกลยุทธ์นั้นๆก็สามารถจะอยู่ในตลาดได้อย่างมีความสุขต่อไป

ซึ่งในไอเดียของการซื้อของนั้นจริงอยู่ ราคาเป็นปัจจัยที่สำคัญและในสินค้าและบริการหลายๆอย่าง ราคาก็เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจซื้อในแง่มุมของไอเดียการสร้าง บริการออนไลน์นั้นก็ไม่ได้แปลว่า ควรจะสร้างเว็บเพื่อเปรียบเทียบราคาสินค้าเป็นหลักเป็นตารางใหญ่ๆ ข้อมูลเยอะๆเพราะเว็บอย่างนั้นมีเป็นร้อยๆแล้วถ้าเรามั่นใจว่าเราทำให้แตกต่างได้ เราจึงควรจะเดินหน้าต่อ

ทั้งนี้ เรายังดูพฤติกรรมการบริโภคในแง่มุมอื่นๆได้อีกมากมีสินค้าและบริการอีกมากมายที่ราคาไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวในการตัดสินใจซื้อ ประสบการณ์ในการเลือกสินค้า ความชอบ ก็เป็นปัจจัยส่งเสริมเช่นกันในกรณีที่ถ้าเราจะซื้อของสักชิ้นด้วยความชอบเราต้องการที่จะรู้ข้อมูลอะไรบ้าง กิจกรรมอะไรบ้างที่เราทำในกระบวนการการตัดสินใจซื้อ เช่น etsy.com/buy.php?นำเสนอ การเลือกซื้อสินค้าแฮนด์เมดได้อย่างน่าสนใจมาก

ที่มา : มาร์เก็ตติ้งไบท์ดอทคอม


Price Discrimination ที่แบ่งกลุ่มตามเวลา เช่น โปรโมชั่นมือถือ โทรนาทีแรก 5 บาท นาทีถัดไปนาทีละ 1 บาทราคาแตกต่างกัน ทั้งๆที่บริการมือถือในนาทีแรกและนาทีถัดๆไปก็เหมือนกันทุกประการแท็กซี่ ระยะแรก 35 บาท กิโลต่อไป กิโลเมตรละ 5 บาท
ราคาค่ากิโลเมตรแตกต่างกัน ทั้งๆที่มันก็เป็นเวลาที่เราติดแหงกอยู่บนรถแท็กซี่เหมือนๆกันตอนกิโลเมตรละ 5 บาท พี่แท็กซี่ก็ไม่ได้เปิดเพลงเพราะขึ้นซะหน่อย

ตัวอย่างที่ Daniel Hamermesh ได้ยกขึ้นไว้ในบล็อกของเขาก็คือหวีเล็มผม ในแคตตาล็อกของ Leonard?sหวีเล็มผมที่ใช้สำหรับคน ราคา $12.99หวีเล็มผมอันเดียวกันนี้ เมื่อกลายเป็นหวีเล็มผมสุนัข ราคาจะคิดอยู่ที่ $7.99

สิ่งที่เป็นข้อผิดพลาดของเว็บแคตตาล็อกที่จะเป็นไปได้นั่นก็คือเอาสินค้า เดียว ที่ทำเป็นแยกเป็นสินค้าสองอัน ราคาต่างกัน มาไว้ที่? แคตตาล็อกเดียวกันและอาจจะใกล้กันเกิดไปยิ่งการ browse บนเว็บ ให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกับการเดินไปที่ชั้นวางในห้าง
ถ้าสินค้านี้วางใน ห้าง ในแผนกที่ต่างกันผู้บริโภค อาจจะไม่เห็นถึงความเหมือนกันของสินค้าก็เป็นได้(แต่จากตัวอย่างนี้ คิดว่า ถึงผู้บริโภคจะเห็นว่ามันเป็นสินค้าที่มีลักษณะเหมือนกันมากแต่ก็จะมี Psychological Separation ตรงที่ เราจะคิดว่าสินค้าสองอันนี้ ต้องมีที่แตกต่างกันล่ะ เพราะคนกับหมาต่างกันมากอาจจะเป็นฟังก์ชั่นอะไรที่มองไม่เห็นด้วยตาก็เป็น ได้)

Price Discrimination ช่วยให้ผู้ขาย ได้รายได้สูงสุดจากลูกค้าคนหนึ่งๆราคาจึงตั้งตามระดับสูงสุดเท่าที่ลูกค้า หนึ่งๆในประเภทหนึ่งๆจะรับได้ในกรณีของ Dr.Leonard?s ลูกค้าที่ต้องการหวีเล็มผม ราคา $12.99อาจจะเป็นราคาสูงสุดที่พอจะรับได้ในการซื้อหวีไว้เล็มผมตัวเองแต่ สำหรับลูกค้าที่ต้องการหาหวีเล็มผมเพื่อสุนัขของตัวเองราคา $7.99 อาจจะเป็นราคาสูงสุดที่ลูกค้าจะยอมซื้อก็ได้ถ้าเราตั้งราคาหวีเล็มขนหมาไป ที่ราคาเดียวกับเล็มผมคนที่ $12.99 ยอดขายก็อาจจะตก ขายได้ไม่เท่ากับที่ควรจะเป็นก็ได้ในขณะเดียวกัน ถ้าเราตั้งราคาหวีเล็มผมคนมาอยู่ที่ $7.99 เช่นเดียวกันคนคงยินดีที่จะซื้อด้วยราคาที่ต่ำกว่าราคาที่รับได้สูงสุดมากแต่ก็ทำให้คนขายได้กำไรน้อยกว่ากำไรสูงสุดที่สามารถจะทำได้

ที่มา : มาร์เก็ตติ้งไบท์ดอทคอม


ในทางการขาย ของชิ้นหนึ่ง สามารถขายได้ด้วยกลยุทธ์หลายอย่างหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านราคา ด้านโปรโมชั่น ด้านโฆษณา หรืออื่นๆPrice Discrimination ก็เป็นกลยุทธ์ในการขายแบบที่มุ่งเน้นเล่นด้านราคาเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด หรือยอดขายมากที่สุด

Price Discrimination คือการที่ตั้งราคาสินค้าตัวเดียวกัน ให้แตกต่างกันตามกลุ่มลูกค้าซึ่งถ้าจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ต้อง ป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคสามารถหาซื้อสินค้าตัวนี้ได้ในราคาต่ำสุดที่กำหนดเอา ไว้โดยการแยกตลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลา หรือกลุ่มอายุ หรือประเภทของลูกค้าแบบใดๆ

ในวงการเครื่องสำอาง บางคนคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่าบริษัทผลิตเครื่องสำอางที่ใหญ่ๆ มักจะมีแบรนด์ย่อยๆต่างกันไปซึ่งบางแบรนด์ก็ดูไม่น่าเชื่อเลยว่าจะผลิตออกมา จากบริษัทเดียวกันแต่ละแบรนด์ในบริษัทก็มักจะจับกลุ่มเป้าหมายไม่เหมือนกัน นั่นเป็นสาเหตุว่าสินค้าหนึ่งๆที่มาจากบริษัทเดียวกันแต่ติดแบรนด์ต่างกัน ราคาก็ต่างกันได้

แต่แบรนด์ที่ตั้งราคาสูงกว่า ทำไมยังมีคนซื้ออยู่ได้ แถมเยอะด้วยก็เพราะว่า ปรกติเขาไม่บอกกันเท่าไหร่ว่าแบรนด์ไหนมาจากโรงงานเดียวกันบ้างและ เครื่องสำอางนั้น คนซื้อเพราะเชื่อในเรื่องราวข้างหลังของมันถึงแม้เรื่องราวนั้นจะเป็นเรื่อง ราวเกี่ยวกับคุณภาพของมันก็เถอะ

Price Discrimination อย่างง่ายๆในบ้านเราอย่างเช่น ถ้าเราไปร้านป้าขายข้าวแกงถ้าเขาสนิทคุ้นเคยกับเรา เราอาจจะได้กับข้าวสามอย่างในราคายี่สิบบาทในขณะที่ลูกค้าขาจร ป้าแกจะคิดราคาที่สามสิบบาทนี่ก็เรียกว่าเป็นPrice Discrimination แบบตามประเภทของลูกค้าว่าเป็นประจำหรือจรหรือว่าอย่างในผับ หรือร้านอาหาร ที่มี Wednesday night หรือ lady?s nightวันพุธจะราคาถูกสุด หรือถ้าผู้หญิงมาวันนี้ จะได้ราคาที่ถูกกว่าผู้ชาย เป็นต้น

หรืออย่างในแมคโคร คาร์ฟูร์ แพลตตินั่มมอลล์Price Discrimination เกิดขึ้นเมื่อเราตัดสินใจซื้อของชิ้นเดียวที่มักจะแพงกว่าราคารวมเมื่อซื้อ สินค้าหลายชิ้นอันนี้ก็เรียกว่าเป็น Price Discrimination แบบตามประเภทจำนวนในการซื้อ ยิ่งซื้อมากยิ่งถูก
หรือถ้าเกี่ยวกับตั๋ว เครื่องบินก็อาจจะมีโปรโมชั่น บินไปกลับเชียงใหม่ 1 บาท ก็เป็นได้ทั้งๆที่พ้นช่วงนี้ไปแล้ว ขึ้นราคาเป็น 3,000 บาท มันก็บินไปกลับเชียงใหม่ได้เหมือนกัน

ที่มา : มาร์เก็ตติ้งไบท์ดอทคอม

Newer Posts Older Posts Home