![]()
เค้าบล็อกกันทำไม ???“ ก็ไม่อยากให้คนเห็น คนดู คนได้ยินได้กลิ่นไงเล่า “ เพื่อนกวนประสาทของผมโพล่ง ! แต่ไม่ใช่ครับ ก็บอกแล้วไม่ใช้บล็อค(Block) แต่เป็น บล็อก(Blog) แล้วคนที่เค้าทำบล็อกกันทำไม
การทำบล็อกของแต่ละคนก็มีเหตุผลต่างกันตั้งแต่ความอยากจนถึงทำให้มันสร้างเงินให้เรา ผมจึงขอสรุปเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ทำบล็อกดังนี้
1. นำเสนอตัวเอง(Present yourself)
เพราะบล็อกเป็นเวทีเปิดกว้างครับ หากคุณอยากดัง อยากให้ตนเองเป็นที่รู้จักคงยากครับที่จะเดินไปหาเจ้าของสถานีโทรทัศน์ หรือ วิทยุ แล้วบอกว่า ” ช่วยออนแอร์เรื่องราวชีวิตของผม หน่อยเถอะ ผมอยากดัง ” ยิ่งค่าโฆษณาเดี๋ยวนี้ก็แพงหูฉี่ และถ้าทุนน้อยอย่างผมล่ะก้อ หมดสิทธิ หรือไม่อย่างนั้นคงต้องไปออกรายการเรียลตี้โชว์ ก็อีกนั่นแหละ กว่าจะคัดตัวผ่าน งั้นจะทำไงดีล่ะ ก็ทำ บล็อก ซิครับ ใช้คอมพิวเตอร์เป็น เล่นเน็ตได้ เล่าเรื่องเป็นก็ทำได้แล้วครับ อย่างที่บอกไว้ตอนต้น ของฟรีมีให้เลือก เยอะ ผมยังเห็นหลาย ๆ คนเปิดโอกาสให้ตัวเองในการนำเสนอ Resume ด้วย Blog ซึ่งก็สร้างความน่าสนใจได้ไม่น้อยครับ
2. ต้องการนำเสนองานเขียนของตนเอง
การจะตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่ง หรือ เขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ แมกกาซีน หากสายป่านไม่ยาวหรือเขียนแล้วไม่เข้าตาพี่ บอ กอหนังสือพิมพ์ก็ยากครับที่จะนำเสนอผลงานของตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์ แม้บางเรื่องเราคิดว่าจะถูกใจผู้อ่านแล้ว แต่ด้วยข้อดีของบล็อกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ทำให้นักเขียนโนเนมก็มีสิทธิเกิดได้เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม แม้บนบล็อกจะเป็นอิสระจากบรรณาธิการ มันก็ยังเป็นดาบสองคม เพราะการตีพิมพ์โดยไม่มีการตรวจสอบทำให้ข้อความหรือเนื้อหาของบล็อกบางบล็อก อาจไม่เหมาะสม ซึ่งผู้อ่านบล็อกก็ควรระวังในจุดนี้ครับ นอกจากนี้ สิ่งที่เราจะพบเจอบ่อยๆ บนบล็อกคือเรื่องของไวยกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นภาษาใดก็ตาม หากไม่ชำนาญในการใช้ภาษาหรือใช้คำหรือประโยคทีไม่เหมาะสมกับกลุ่มผู้อ่าน Blog นั้นก็มีสิทธิดับได้เหมือนกัน

Blog เกิดขึ้นมาได้อย่างไรJorn Barger ในยุคแรก ๆ ของ Blog นั้นมันเป็นเพียง ออนไลน์ไดอารี่ ที่คนทั่วไปอยากเก็บบันทึกประจำวันไว้บนเว็บไซต์แทนการเขียนลงบนกระดาษดัง แต่ก่อน
คำว่า เว็บบล็อก ถูกบัญญัติขึ้นครั้งแรกโดย นายจอร์น บาจเจอร์(Jorn Barger -พี่เคราครึ้มในรูปนั่นแหล่ะครับ) ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2540 เพื่อใช้อ้างอิงเว็บเพจซึ่งเขาได้รวบรวมเอาลิ๊งก์ของที่เขาสนใจไว้ในแต่ละ วัน ในเว็บไซต์ www.robotwisdom.com ของเขาเอง
Robotwisdom.com ที่ซึ่งคำว่า weblog ถือกำเนิด
Justine Hall สำหรับ Blogger รุ่นแรกๆ ที่ผมอยากแนะนำให้รู้จักก็คือ จัสติน ฮอลล์ (Justin Hall ) นักข่าวอิสระชาวอเมริกันที่ถือกันว่าเป็น Blogger รุ่นบุกเบิกโดยเขาเริ่มเปิด ออนไลน์ไดอารี่ที่ชื่อ Justin’s Links from the Underground(www.links.net) ซึ่งนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการ แนะนำการท่องไปในเว็บและเน้นเรื่องราวชีวิตของตนเองในเวลาต่อมา
เรื่องการตั้งคำถามกับชีวิตเป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าลืมว่าเพราะมี “คำถาม” จึงมี “คำตอบ”
เมื่อมี “คำตอบ” เราจึงเลือกเดิน พูดถึงเรื่องการตั้งคำถามผมนึกถึง”โสเครติส” เขาเป็นนักปรัชญาเอกของโลก
ที่สอนลูกศิษย์ด้วยการสนทนา ตั้งคำถามให้ลูกศิษย์ตอบ สร้างองค์ความรู้จาก “คำถาม”
กลยุทธ์ของ “โสเครติส” ในการสอนคือไม่ให้ความเห็นใดๆ แก่นักเรียน และทำลายความมั่นใจของ นักเรียนที่เชื่อว่าตนเองรู้
“โสเครติส” เชื่อว่าเมื่อเด็กตระหนักใน “ความไม่รู้” ของตนเองเขาจะเริ่มต้นแสวงหา “ความรู้ ”
แต่ถ้าเด็กยังเชื่อมั่นว่าตนเองมี “ความรู้” เขาก็จะไม่แสวงหา “ความรู้ “
การตั้งคำถามของโสเครติสจึงมีเป้าหมายโจมตีและทำลายความเชื่อมั่นในภูมิความรู้ของนักเรียน
เป็นกลยุทธ์เท “น้ำ” ให้หมดจากแก้ว เมื่อแก้วไม่มีน้ำแล้ว จึงเริ่มให้เขาเท “น้ำ” ใหม่ใส่แก้วด้วยมือของเขาเอง
“น้ำ” ที่ลูกศิษย์แต่ละคนเทลงแก้วด้วยมือตัวเองมาจาก “คำตอบ”ที่เขาค้นคิดขึ้นมาเอง
“คำตอบ” จาก “คำถาม” ของ “โสเครติส”
“โสเครติส” นิยามศัพท์คำว่า “คนฉลาด” และ “คนโง่” ได้อย่างน่าสนใจ
“คนฉลาด” ในมุมมองของ “โสเครติส” นั้นไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง
แต่ “คนฉลาด” คือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้
ส่วน “คนโง่” นั้น คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ แต่ทำตัวราวกับเป็นผู้รู้
“ผมออกนอกกรอบตลอดเวลา” เขาบอก
เขาเคยพาเด็กวิศวะไปที่ริมสระว่ายน้ำ เรียนไปและดูนิสิตสาว ๆ ว่ายน้ำไปด้วย คาดว่าคงไปเรียนเรื่อง “คลื่น”
ระหว่างท่าฟรีสไตล์ กับท่าผีเสื้อ คลื่นที่เกิดขึ้นของท่าไหนถี่กว่ากัน ระหว่างชุดทูพีซกับวันพีซ แรงเสียดทานกับน้ำ ชุดไหนมากกว่ากัน
แนวการศึกษาน่าจะออกไปทำนองนี้ แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่เขาออกข้อสอบ ข้อสอบของเขาสั้นและกระชับมาก
“จงออกข้อสอบเอง พร้อมเฉลย” โหย…เด็กวิดวะอึ้งกันทั้งห้อง คำตอบส่วนใหญ่เป็นการตั้งโจทย์แบบง่ายๆ เช่น ปั้นจั่นมีกี่ชนิด
ผลปรากฎว่า ได้ศูนย์กันทั้งห้อง เพราะเป็นคำตอบที่ไม่ได้แสดงความคิดที่ลึกซึ้งสมกับที่เรียนมาทั้งเทอม
เหตุผลที่ ดร.วรภัทรออกข้อสอบด้วยการให้นิสิตออกข้อสอบเองเป็นเหตุผลที่ตรงกับใจผมมาก
“ชีวิตคนเราจะรอให้อาจารย์ตั้งโจทย์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องหาโจทย์มาเอง คิดแล้วทำ ถ้าผิดแล้วอาจารย์จะปรับให้”
เขามองว่าเด็กรุ่นใหม่ติดนิสัยเด็กกวดวิชา รอคนคาบทุกอย่างมาป้อนให้ไม่รู้จักคิดเอง
“ถ้ารอและตั้งรับ คุณก็เป็นพวกอีแร้ง แต่พวกคุณแย่กว่าเพราะเป็นแค่ลูกอีแร้ง คือ รออาหารที่คนอื่นป้อนให้”
โหย…เจ็บ ผมเชื่อมานานแล้วว่าชีวิตของคนเราเป็นข้อสอบอัตนัยที่ต้องตั้งโจทย์เองและตอบเอง
ไม่ใช่ข้อสอบปรนัยที่มีคนตั้งโจทย์ และมีคำตอบเป็นทางเลือก ก-ข-ค-ง ถ้าใครที่คุ้นกับ “ชีวิตปรนัย” ที่มีคนตั้งโจทย์ให้และเสนอทางเลือก
1-2-3-4 คนคนนั้นชีวิตจะไม่ก้าวหน้า เพราะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลาติดกับ “กรอบ”ที่คนอื่นสร้างให้
ไม่เหมือนกับคนที่รู้จักคิดและตั้งคำถามเอง
ได้รับ Forwarded email อ่านเล้วให้รู้สึกทุก ๆ วันนี้ เราทำ คิด อะไร ๆ แบบเดิมอยู่หรือปล่าว ถ้ายังคิด ทำ แบบที่เป็นมา ลองอ่านเรื่องนี้ดูครับ สะกิดใจดี
——————————————————————————
เคยได้ยินชื่อ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ไหมครับ??
เขาเคยเป็นวิศวกรขององค์การอวกาศนาซา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน
เคยได้รับรางวัลงานวิจัยที่ดีที่สุดระดับโลกเกี่ยวกับเครื่องยนต์ไอพ่น ตัดสินใจกลับเมืองไทยเพราะ
1. อยากดูแลพ่อแม่
2. ไม่อยากเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านพักคนชรา
3. อยากเที่ยว และ
4. ชอบกินอาหารอร่อย
เคยเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง
ผมประทับใจบทสัมภาษณ์ของ ดร.วรภัทรใน “เสาร์สวัสดี” ของ “กรุงเทพธุรกิจ ” จำไม่ได้แหละว่าเมื่อไรนานมากแล้ว
คนอะไรก็ไม่รู้ ชีวิตมันส์เป็นบ้า ความคิดก็กวนเหลือหลาย ตอนที่เขาเป็นอาจารย์ วิธีการสอนหนังสือของเขาแปลกกว่าคนอื่น ถ้าใครเคยได้ฟังคลิปการสอนของอาจารย์น่ะ สุดยอดเลยแหละครับ ผมเชื่อว่าถ้าอาจารย์บางท่านนำวิธีการสอนของอาจารย์ไปปรับปรุงต่อยอดการสอนของตน คงทำให้การศึกษาเมืองไทยน่าสนุก และน่าสนใจมากกว่านี้แน่นอนน่ะผมคิดว่าอย่างนั่น
![]()
วันนึงผมได้เข้าฟังสัมมนาเรื่อง “Customer Retention and Loyalty Program ” ซึ่งจัดโดย Brand Maker Solution ซึ่ง บ.ในเครือหนังสือ Brandage ผมค่อนข้างติดใจประโยคๆหนึ่งซึ่งคุณ วรัตดา ภัทโรดม ผู้บรรยายในช่วงเช้าได้หยิบมาพูดคุยคือ การแข่งขันกับความคาดหวังของผู้บริโภค (Customer Expectation)
ผมอยู่ในธุรกิจบริการซึ่งต้องสัมผัสกับลูกค้าโดยตรง หลายครั้งที่เรามองเพียงว่าวันนี้ พรุ่งนี้ คู่แข่งของเราจะมีอะไรนำเสนอออกมาเพื่อดึงดูดลูกค้า เอาใจลูกค้า และเราก็พยายามจะ Offer สิ่งที่คิดว่าเหนือกว่าคู่แข่ง แต่สิ่งที่หลงลืมกันไปคือ แล้วลูกค้าหล่ะ เค้าคาดหวังจากการบริการของเราแค่ไหน แล้วเราได้ให้ในสิ่งที่เค้าคาดหวังแล้วหรือยัง หรือเราเสนอสิ่งที่เกินกว่าการคาดหวังของลูกค้าแต่จริงๆแล้ว ลูกค้าไม่ได้ต้องการอย่างนั้นซักกะหน่อย
การที่รู้จักลูกค้าของเรามากขึ้นเพื่อนำเสนอสิ่งที่ถูกต้อง ตรงใจ ลูกค้า จนทำให้ลูกค้าไม่จากเราไปเป็นเป้าหมายหลักในการทำ Customer Relationship Management หรือ CRM และในการนำคอนเซ็ปท์ของการทำ CRM มาใช้นั่นใช่เพียงแค่ซื้อซอฟแวร์ CRM มาใช้แล้วจบ แต่เป็นการนำข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย เป็นข้อมูลที่เกิดจากการที่ลูกค้ามาใช้บริการหรือซื้อสินค้าของเรา นำมาวิเคราะห์ เพื่อให้ออกแบบกระบวนการให้บริการ หรือนำเสนอสินค้าที่ตรงกับความคาดหวังของลูกค้ามากที่สุดเพื่อให้ลูกค้าอยู่ กับเรานานๆ หรือที่เรียกว่า “Customer Retention”
ฉะนั้น เพื่อตอบสนองความคาดหวังที่ไม่หยุดนิ่งของลูกค้า เราเองก็ต้องไม่หยุดนิ่งที่ศึกษาลูกค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเอาชนะใจลูกค้า ได้ตลอดเวลาเช่นกัน

ผมได้ยินเรื่องของ blackle.com ซึ่งเป็น Search Engine ที่อ้างว่าสามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่า Search Engine อื่นเพราะ Blackle อ้างว่าการใช้สีดำทั้ง Background และตัว text ในไซต์ซึ่งเป็นสีที่จะทำให้คุณประหยัดพลังงานมากขึ้น
วันนี้ น้องที่ Office ส่ง email เรื่องของ blackle.com มาให้ว่าประหยัดพลังงานมาก ก็เลยลองเข้าไปดู ในหน้าแรกของ Blackle นั้นแสดงตัวเลขของการประหยัดพลังงานถึง 184,839.528 วัตต์ และเป็น Search Engine ที่ Powered by Google
แต่ด้วยความขี้สงสัย ก็อยากรู้นี่ว่า มันประหยัดจริงมั้ย ก็ลองค้นดูใน Google ว่า Blackle เนี่ยมันประหยัดจริงง่ะ ก็ได้คำตอบจาก techlogg.com ซึ่งได้ทดลองกับมอนิเตอร์ CRT 27 ตัว และ LCD อีก 23 ตัวได้ข้อสรุปว่า จริงๆแล้วหากใช้ Blackle.com กับมอนิเตอร์ CRT ประหยัดแน่แต่ไม่ใช่ 15 วัตต์ อย่างที่ blackle เคย Claim ไว้ และถ้าใช้กับ จอ LCD โดยเฉลี่ยแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นแต่อย่างใด และแม้ว่าจะใช้ LCD ที่มีขนาดมากกว่า 24 นิ้วจะสามารถลดพลังงานได้แต่ก็ไม่ได้มากนัก
ถ้าอยากทราบรายละเอียดมากกว่านี้ก็ลองเข้าไปอ่านที่ http://techlogg.com/content/view/360/1/ ในนั้นจะมีตารางเปรียบเทียบผลการทดลองใช้ Google และ Blackle เมื่อใช้กับจอแบบต่าง ๆ ว่าประหยัดพลังงานมากแค่ไหนครับ