
ผมเคยได้อ่านข่าวบนเว็บไซต์สมัครงาน CareerBuilder.com เจอเรื่องที่โอ้แม่เจ้าไม่น่าเชื่อครับว่าจากสำรวจความคิดเห็นหัวหน้างานอเมริกันที่ทำหน้าที่พิจารณาตกลงรับคนเข้าทำงาน พบว่า 1 ใน 5 ของหัวหน้างานในกลุ่มตัวอย่างมีการเข้าไปชมบล็อก (blog) หรือเว็บไซต์เครือข่ายสังคมเพื่อศึกษานิสัยใจคอผู้สมัครให้มากขึ้น (บอกผมมาตรง ๆ ก็ครับว่าหัวหน้าบุคคลแอบเล่นhi5 แล้วมาห้ามผมเล่นทำไม) โดยมากกว่า 34 เปอร์เซ็นต์บอกว่าเคยตัดชื่อผู้สมัครออกทันทีหลังจากเข้าชมบล็อกแล้ว(เออ พี่ใช้อะไรมาคิดเนี่ยครับ พี่ครับ)
รายชื่อบุคคลอ้างอิง อาจจะเก่าเกินจะเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาเข้าทำงานแล้วสรุปต่อไปผมใครที่ ชอบเอากำนันไปยืนยันว่านาย ก. ลูกตามี หลายยายแม้น จะเส้นก๋วยจั๊บเข้ามาทำงานเริ่มที่จะยากมากขึ้น เพราะจากการสำรวจท่านหัวหน้างานกว่า 3,169 คนของเว็บไซต์สมัครงานออนไลน์ CareerBuilder.com พบว่ากว่า 22 เปอร์เซ็นต์มีการเข้าไปอ่านประวัติส่วนตัวในเว็บไซต์เครือข่ายสังคมของผู้ สมัครงาน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยสำรวจได้ 11 เปอร์เซ็นต์ในปี 2006 โดย 9 เปอร์เซ็นต์บอกว่า ยังไม่เคยเข้าไปหาข้อมูลผู้สมัครงานจากเว็บไซต์เครือข่ายสังคมอย่าง Facebook หรือ MySpace เลย แต่กำลังเตรียมการพิจารณาผู้สมัครด้วยวิธีนี้ในอนาคต(อย่านะครับคุณพี่บุคคล ผมรู้นะว่าคุณจะมาแอบดูสาว ๆ ในบัญชีเพื่อน ๆ ผม แม้แผนสูงจังนะตัวเอง)
โดยจุดที่น่าสนใจคือ การสำรวจพบว่า 34 เปอร์เซ็นต์ ของหัวหน้างานที่เข้าไปชมบล็อกของผู้สมัครแล้วไปพบคอนเทนท์"ด้านลบ"จนทำให้ สามารถตัดรายชื่อผู้สมัครรายนั้นออกอย่างไม่ลังเล เรื่องนี้การสำรวจพบว่า 41 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างมองว่าการโพสต์เล่าเรื่องการดื่มเหล้าและการใช้ ยาเสพติดบนบล็อกถือเป็นคอนเทนท์ด้านลบร้ายแรงอันดับหนึ่งคอนเทนท์ ด้านลบร้ายแรงอันดับสองคือการโพสต์ภาพที่แสดงถึงความก้าวร้าวและไม่เหมาะสม โดย 40 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างเทคะแนนให้กับข้อนี้
ยังมีคอนเทนท์ด้านลบอื่นๆได้แก่ ข้อความที่แสดงว่าผู้โพสขาดทักษะการสื่อสาร, มีการหลอกลวงคุณสมบัติและวุฒิการศึกษา รวมถึงการแสดงทัศนคติที่แบ่งแยกเรื่องชาติพันธุ์ เพศ และศาสนา อย่างไรก็ตาม การ สำรวจยังพบว่าหัวหน้างานถึง 24 เปอร์เซ็นต์ที่ตกลงใจรับผู้สมัครเข้าทำงานทันทีที่ได้อ่าน บล็อคคอนเทนท์ด้านบวกอันดับหนึ่งอันดับเดียว คือคอนเทนท์ที่ให้ความรู้สึกว่าผู้สมัครมีทักษะการสื่อสารที่ดี ภาพลักษณ์ที่ดูมืออาชีพน่าเชื่อถือ และมีความสนใจในหลายเรื่องรอบตัว เหล่านี้ล้วนส่งเสริมให้ประวัติที่ผู้สมัครส่งเป็นหลักฐานนั้นมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
ซึ่งตอนนี้หัวหน้างานจำนวนมากใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ คุณสมบัติผู้สมัครงาน เพื่อจะหาข้อมูลภาพรวมว่าผู้สมัครรายนั้นมีความเหมาะสมที่จะเข้าทำงานใน องค์กรหรือไม่ เพราะฉะนั้น ผู้หางานทั้งหลายควรจัดการประวัติบนเว็บเครือข่ายสังคมให้ดีใครคนไหนที่กิ๊ก มาตีกันก็ทำประวัติดี ๆ เพื่อภาพลักษ์ที่ดีขึ้นนะตัวเพราะพนักงานที่มีงานทำแล้วในสหรัฐฯ บอกว่าการพัฒนา???? คอนเทนท์และภาพพจน์บล็อกให้ดูมืออาชีพและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำไว้นะครับว่าคุณบรรดา นักล่างานไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง จำไว้นะครับ ภาพลักษ์ออนไลน์คุณดี โอกาศได้งานคุณก็มีมากขึ้นนะครับ
ที่มา : มาร์เก็ตติ้งไบท์ดอทคอม

2. PPC Pay Per Click Never Die
ยังไงๆ ก็แล้วแต่ ไม่ว่าใครจะว่า บิดสูง หรือ ถูกกดดันจากเจ้าของสินค้าเรื่อง ชื่อ หรือ คีย์เวิร์ดในการใช้ รวมถึง คำโฆษณาที่ใช้ต่างๆ ที่นับวันจะทำยากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ยังไงๆ ก็ตาม เรายังสามารถที่จะใช้เจ้า PPC ในการทำมาหากินกับ Affiliate Marketing ได้อย่างสบายๆครับ แล้วต้องทำยังไงละ ถึงจะรับมือได้ในปีหน้าครับ มาดูๆ
PPC with Landing Page
ใช่แล้วครับ Landing Page หน้าสินค้าขอเราเอง เลิก!! ใช้ Landing Page จากเจ้าของสินค้าไปเลยครับ เหตุผลที่ต้องทำแบบนี้เพราะอะไรครับ??? ที่ต้องทำแบบนี้เพราะว่า เราต้องการให้ลูกค้ากลับมาหาเราอีกครั้ง เมื่อนึกถึงสินค้าชิ้นนั้น แม้ว่า สินค้าตัวนั้นอาจจะเป็นของ Amazon.com แต่เราสามารถสร้างแรงจูงใจในการทำให้เกิดการซื้อขายได้ครับ เพราะ Landing Page เราสร้างขึ้นมาเอง (มันมีหลักในการสร้าง และการปรับแต่งครับ ) แทนที่เราจะใช้ PPC ยิงไปที่หน้าสินค้าของ Affiliate Program เลย เราก็เปลี่ยนมาที่ Landing Page ของเราเองครับ ซึ่งอาจจะเป็น บล็อก หรือเว็บไซต์ก็ได้ครับ
ข้อดีของการทำ PPC with Landing Page คือเราสามารถพัฒนายอดขายได้ โดยการตรวจสอบจากยอดคลิกที่คนเข้ามาจาก PPC ในหน้า LAnding Page นั้นๆ และตรวจสอบยอดขาย หากไม่ดี เราก็ปรับแต่งไปเรื่อยๆจนสำเร็จครับ Conversion เท่าไหร่ก็ว่ากันไปครับ หวังว่าคงไม่งงนะครับ อิอิ จริงๆอยากลงลึกมากๆ แต่เด๋วจะไม่มีอะไรเขียน หุหุหุ
ที่มา : มาร์เก็ตติ้งไบท์ดอทคอม

B. Search Engine Ranking
อันนี้ยากกว่าข้อ A ครับ เพราการติดอันดับดีๆใน คีย์เวิร์ดที่มีแนวโน้มจะจูงใจในการซื้อ มันยากมาก ต้องทำ Link Building กันเป็นปี ครึ่งปีกว่าจะไต่อันดับได้ครับ สิ่งที่เหล่่า Blog จะสามารถทำได้คือ กลุ่มคนที่เป็นแฟนๆของบล็อก ติดตามบทความของเรา ชอบควาเป็นตัวของเรา ที่สำคัญ คอเดียวกัน!!! (ไม่ใช่คอหอยนะ เหอๆ) แต่หมายถึงชอบอะไรที่เหมือนๆกัน คล้ายๆแฟนคลับ แต่ตัวบล็อกเป็นศูนย์กลางแฟ่งการแลกเปลี่ยน เกี่ยวกับตัวสินค้าหรือ เนื้อหาต่างๆที่จูงใจในการซื้อสินค้าครับ (ชักจะยาวนะเนี๊ย)
เดี๋ยวขอสรุปเรื่อง Blog ๆ ๆ ด้วยตัวอย่าง ง่ายๆ ก่อนนะครับ
เช่น ผมจะทำบล็อกเกี่ยวกับ BATMAN เพราะความชอบโดยส่วนตัว ซึ่งเนื้อหาบล็อกอาจจะเป็นภาษาไทยก็ได้นะครับ ทีนี้ ผมมันเป็นแนพันธ์แท้ สะสมตุ๊กตา BATMAN แทบจะทุกตัวที่มีขายในประเทศไทย (ซึ่งก็มีน้อยที่เป็นของแท้ๆ) ทีนี้ผมจะทำบล็อกนี้ให้มันทำเงินได้ไง??? ไม่ยากครับ ผมก็อาจจะเขียนเนื้อหา ที่เกี่ยวกับ BATMAN ทุกๆอย่างๆ (เนื้อหาที่ไม่ได้ ก๊อปชาวบ้านมานะครับ) ทีนี้สินค้าของ BATMAN มันก็ออกมาบ่อยๆจากฝั่ง อเมริกา (ก็ Amazon.com อเมซอน นั่นแหละ) ของเยอะดี ผมก็เอาเรื่องสินค้าเหล่านั้นมาเขียน มาบรรยาย ยิ่งถ้าซื้อผ่าน Amzon.com ด้วยแล้ว ใส่ได้เต็มที่ครับ แต่ก็ต้องเขียนบทความให้มันน่าอ่านนะครับ เพื่อผลระยะยาว เพราะบล็อกนี้ที่เกี่ยวกับ BATMAN อาจเปลี่ยนชีวิต Blog ธรรมดาให้เป็นบล็อกทำเงินได้ไม่รู้จบ เป็นศูนย์กลาง BATMAN LOVER ในประเทศไทยกได้ครับ
ที่มา : มาร์เก็ตติ้งไบท์ดอทคอม

ใช่แล้วครับ ไหนๆ โพล หรือข่าวจากทั่วโลกก็ประโคมกันออกมาว่า เศรษฐกิจมันจะแย่ในปีหน้า การค้าการค้าจะซบเซา พวกเราเหล่าคนทำ Affiliate Marketing หรือ Affiliate Programs ต่างๆนาๆ ตามแบบฉบับการเป็นตัวแทนนายหน้า โฆษณาขายสินค้านะครับ หรือ เพื่อนๆที่ทำ Contextual Ads อย่าง Google AdSense ด้วยนะครับ ผมขอเหมารวมไปเลยแล้วกันว่า พวกเราเป็น e-Business Marketer เข้าใจง่ายๆว่า ทำมาหากินออนไลน์ ด้วยธุรกิจอิเล็กทรอนิค แล้วกันนะครับ
สำหรับแนวทางนี้มันก็ไม่ได้ใหม่อะไรครับ แต่ผมเอามาจุดประเด็นให้มันเข้าใจง่าย
1. Blog Blog Blog
สำหรับเทรนปีหน้าคงไม่หนีปีนี้เช่นเดิมครับ บล็อกยังคงสามารถสร้างแรงจูงใจในการซื้อสินค้าต่างๆมากเพิ่มขึ้นครับ แต่!! การแข่งขันก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นครับ(ฟังดูแรงม๊ะ อิอิ) อยาไปซีเรียสครับ ทุกอย่างย่อมมีการแข่งขัน ทุกตลาดยังมีช่องว่างเสมอๆ สิ่งที่เพื่อนๆต้องปรับปรุงและเสริมทัพอย่างเร่งด่วนที่สุดคือ
A. Returned Visitors
อ่านแล้วคิดดูว่ายากไหม สำหรับผม..ยากครับ (ใครว่าง่ายบอกผมด้วย เหอๆ) การที่ผู้เยี่ยมชมจะแวะเวียนกลับมาหาบล็อกเราบ่อยๆนั้น บล็อกของคุณต้องเจ๋งจริงครับ ไม่ใช่เนื้อหาของบล็อก ไปเอามาจาก บทความคนอื่นทั้งหมด ซึ่งบอกตรงๆว่า มีคนทำกันเยอะแล้วครับแบบนี้ สิ่งที่เราต้องทำคือ ฉีกแนว ทำลายกำแพงที่มันกั้นความคิดเก่าๆออกไป (เขียนง่าย แต่ทำยากเน๊อะ)
ที่มา : มาร์เก็ตติ้งไบท์ดอทคอม

ข่าวดีสำหรับเพื่อนๆ ที่หารายได้ผ่านเน็ต แล้วต้องขึ้นเช็คทุกเดือน ต้องประสบปัญหา การขึ้นเงินล่าช้า เสียค่าธรรมเนียม 2 ต่อ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป
เมื่อทางธนาคารกรุงเทพได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการขึ้นเช็คเงินต่างประเทศที่ในปัจจุบันนี้มีความล่าช้า
ในการเรียกเก็บเงินเป็นอย่างมาก นั่นคือ เมื่อเพื่อนๆนำเช็คต่างประเทศไปขึ้นเงิน จะต้องรอให้ทางธนาคารส่งเช็คไปเรียกเก็บเงินกับธนาคารต้นทาง และเสียค่าธรรมเนียม 2 ต่อ รวมแล้วเป็นเงินกว่า $30 และใช้เวลานานถึง 30-45 วันกว่าจะสามารถเรียกเก็บเงินและใส่เงินเข้าไปในบัญชีของเพื่อนๆได้
ด้วยเหตุนี้ ทางธนาคารกรุงเทพ จึงได้จัด Campaign ใหม่ขึ้นมา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เพื่อนๆพี่ๆผู้ทำ Affiliate ทุกคนที่รับเงินเป็นแบบเช็ค คือให้สามารถนำเช็คไปขึ้นที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาสำนักงานใหญ่ แผนกต่างประเทศ
(อยู่ตรงศาลาแดง ถ้าไปโดยรถไฟฟ้าBTS ลงสถานี ศาลาแดง)
การขึ้นเช็คกับธนาคารกรุงเทพสาขาสำนักงานใหญ่ มีข้อดีคือ ทางธนาคารจะใส่เงินเข้าบัญชีให้กับเพื่อนๆทันทีที่ขึ้นเช็ค และ เพื่อนๆสามารถกดเงินสดออกมาได้ทันที ไม่ต้องรอให้เสียเวลาอีกต่อไป ซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อดีอย่างมากทีเดียวครับ ซึ่งตอนนี้ทางพนักงานของธนาคารกรุงเทพ สาขาสำนักงานใหญ่ ทราบขั้นตอนการขึ้นเช็คดีแล้วครับ เพื่อนๆไม่ต้องบอกอะไรกับพนักงานเลยครับ เพียงแค่นำเช็คกับ สมุดบัญชีเงินฝากของธนาคารกรุงเทพ (สาขาอะไรก็ได้) ไปทำรายการที่สาขาสำนักงานใหญ่เท่านั้น
โดยสรุปนะครับ
1. ปัจจุบันนี้ ขึ้นเช็คกับธนาคารกรุงเทพ ได้รับเงินทันที
2. เช็คที่จะสามารถนำไปขึ้นแล้วได้รับเงินทันที (การขึ้นเช็คแบบนี้เรียกว่าการขึ้นเช็คแบบ Advanced) มีอยู่ 5 บริษัทด้วยกันคือ Amazon.com , CJ.com , Linkshare.com , Clickbank.com และ Google.com (Google Adsense)
3. ค่าธรรมเนียมการขึ้นเช็ค 203 บาท
4. ในขั้นต้น สามารถขึ้นเช็คได้ที่ยอดเงินไม่เกิน $500 แต่เมื่อขึ้นเช็คประจำแล้ว ทางธนาคารไว้ใจ มีเครดิตดีขึ้น ก็จะเพิ่มยอดให้ตามลำดับครับ
5. ปัจจุบันนี้ ขึ้นได้เพียงที่สาขาสำนักงานใหญ่เท่านั้น สาขาอื่นยังทำไม่ได้ แต่อนาคตไม่แน่ครับ
6. ใครที่ยังไม่มีบัญชีกับธนาคารกรุงเทพ รีบไปเปิดด่วนครับ เพราะได้ประโยชน์ 3 เด้งคือ สามารถใช้บัตร B-First ตัดเงินกับ YSM ได้ , สามารถขึ้นเงินเช็คได้เร็วกว่าธนาคารอื่น , สามารถรบเงินแบบ Direct Deposit ได้
ที่มา : ไทยเอสอีโอบอร์ดดอทคอม

วันนี้ผมได้เจอบทความเรื่องการค้นหา Niche Product เพื่อนำเอามาทำตลาด หวังว่าหลาย ๆ ท่านที่ทำAmazon น่าจะเอาไปเป็นเทคนิดเพิ่มขายสินค้าได้คล่องตัวมากขึ้นกันสักนิด Niche Product คือสินค้าที่จะสามารถทำตลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นในระยะเวลาอันสั้นหรือ ระยะยาวก็ได้เช่นกัน สินค้าบางกลุ่มที่เรานำมาขายนั้นสามารถทำยอดขายได้ตลอดทั้งปี เช่นกลุ่มใหญ่ๆ อย่าง Apparel หรือกลุ่มสินค้าเกี่ยวกับเด็ก แต่ผมมีเคล็ดลับดีดีอย่างหนึ่งในการนำสินค้าต่างๆ เหล่านี้มาขายก็คือ ในช่วงแรกเมื่อเรานำมาโพสในบล็อก ของเราแล้วให้ลองสังเกตดูว่าหลังได้รับ Index แล้วมีการค้นหาหรือไม่ แล้วถ้ามีบ่อยแค่ไหนแล้วขายได้หรือเปล่า ให้จับตาดู Keywords นั้นๆ ให้ดีครับเพราะเราสามารถนำมาทำตลาดสินค้าตัวเดิมได้อีกโพสหนึ่งทีเดียวหละ ครับ
สินค้าที่ทำตลาดได้ดีนั้นไม่ได้คงที่เสมอไปนะครับ จะมีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หรือแล้วแต่เทรนของสินค้านั้นๆ เป็นช่วงๆ ฉะนั้นอย่ายึดติดกับสินค้าบางตัวมากเกินไปเราควรทำสินค้าอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาบ้างเล็กน้อย สำหรับเทคนิคของผมก็คือทำสินค้าเป็นกลุ่มๆ หรือหมวดๆ เพื่อค้นหา Niche Product ที่เราต้องการทำตลาดแบบเจาะจง เช่นเราอาจสร้าง aStore ที่ชื่อว่า apparel-20 ขึ้นมาแล้วนำสินค้าใน aStore ไปโพสผ่านบล็อก (ตามวิธีการที่ผมเคยแนะนำ) โพสไปเรื่อยๆ สักระยะหนึ่งเพื่อให้มีสินค้ามากพอ จากนั้นก็ให้ทำการส่ง URL ของบล็อกเราไปยัง blog directory ต่างๆ (เอาพอประมาณ ไม่ควรมากไป หรือน้อยไป) รอดูว่าได้รับการ Index จาก Google, Yahoo!, MSN (Live.com) หรือยังเมื่อได้รับ Index แล้วให้สังเกตว่าคนเข้าบล็อกของเรามาจากไหนกันบ้าง มาจาก Search Engine หรือว่ามาจาก URL
โดยทั่วไปแล้วถ้าเราโพสในบล็อกฟรีอย่าง Wordpress.com มักจะมาจาก URL เป็นส่วนใหญ่เพราะว่าสมาชิกต่างๆ แวะเข้ามาดูเรา ให้ทำงานในลักษณะนี้สัก 3 สัปดาห์ครับจะเริ่มมีการค้นหาผ่าน Search Engine ต่างๆ และเจอบล็อกของเรา และแน่นอนครับเขาจะเจอกับข้อมูลสินค้าของเราด้วยทำให้เกิดการคลิกเข้าไปยัง aStore ของเราโดยอัตโนมัติ จากนั้นให้สังเกตเรื่องของ Keyword ที่มาจาก SE ให้ดีครับว่ามาจากคำไหน (แสดงได้ว่าเราติดอันดับคำนั้นๆ ในอันดับที่ดีพอสมควร) จากนั้นให้นำ Keywords นั้นมาโพสเป็นชื่อโพสของเราใหม่อีกอันแล้วก็นำเอาสินค้าตัวเดิมนี่แหละ มาใส่ เพื่อรอดดูว่าจะขายได้หรือไม่ถ้าผ่านไปสักสัปดาห์แล้วมีการค้นหาด้วยคำเดิม ติดต่อกันสักสามถึงสี่วันโดยปกติจะขายได้แล้วถ้าเข้าไปใน aStore แต่ถ้าไม่ก็ยังขายไม่ได้แน่ๆ ให้รอดูสักระยะถ้าขายได้แสดงว่าสินค้าตัวนั้นเริ่มทำเงินแล้ว ให้รอดูปริมาณครับว่าได้กี่ชิ้น ได้ทุกวันหรือไม่ถ้าได้ทุกวันแสดงได้ว่านั่นคือ Niche Product ที่คุณสามารถทำเงินได้ในระยะนี้แล้วหละครับ
เมื่อเราได้สินค้าที่ทำเงินแล้ว เราก็ทำตามหลักการนี้ตั้งแต่แรกเหมือนเดิมครับเพื่อกรองเอาตัวทำเงิน เมื่อได้แล้วให้สังเกตุดูว่าสินค้านั้นๆ มีเป็นกลุ่มหรือไม่ถ้ามีก็เปิด aStore ในกลุ่มสินค้านั้นอีกอันได้เลยทันทีครับ รับรองว่าเพื่อนๆ จะสามารถขายสินค้านั้นได้อยู่เรื่อยๆ อย่างแน่นอนจากนั้นเราก็ค้นหาสินค้าอื่นๆ มาทำตลาดต่อไปเพื่อเพิ่มช่องทางการทำเงินของเราครับ เดี๋ยวในบทความหน้าผมจะสรุปเป็นข้อๆ ครับว่าเราทำอย่างไรกันบ้างเพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ครับ สำหรับวันนี้ผมคงขอไปพักผ่อนก่อนหละครับขอให้ทุกท่านมีความสุขและรวยๆ กันครับ บทความนี้ได้นำเนื้อหาบ้างส่วนมาจาก เมกเมนนี่ดอทคอม

* ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ทุกครั้งที่ลูกค้ามีปัญหาเรื่องการใช้งานคอมพิวเตอร์ บริษัท Architel บริษัทผู้ให้บริการด้าน IT Support ที่ผมเคยเล่าไว้่โพสก์ที่แล้ว จะนำปัญหานั้นขึ้นไปโพสก์ฺไว้เป็นโพสก์ใหม่ของ Blog เพื่อให้ลูกค้าเข้าไปในเว็บไซต์ของ Architel เพื่อให้ลุกค้าได้แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องโทร.เข้ามาหาส่วน IT Support นั่นทำให้บริษัทลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการปัญหาของลูกค้า และแก้ปัญหาได้รวดเร็ว
* Blog on a regular basis. เขียนอย่างสม่ำเสมอการ เขียน Blog อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้่คุณตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจในวงการของคุณ และยังเป็นการรักษาความสม่ำเสมอในการติดต่อกับลูกค้าของคุณผ่านBlog นอกจากนี้ การเพิ่มเนื้อหาใหม่ ๆ บนBlog อยู่เสมอเปรียบเสมือนกับการป้อนอาหารให้ Search Engine อย่างสม่ำเสมอ นั่นย่อมส่งผลต่อการขึ้นอันดับสูงๆ ใน Seach Engineอย่างไรก็ดี การติดตาม ตอบคำถามต่อ Comment จากโพสก์เก่า ยังเป็นสิ่งที่ควรทำเพราะ แม้บางเรื่องในBlog ของคุณผ่านมาระยะแต่ยังมีลูกค้าที่สนใจฝากcomment ไว้ เพราะการตอบปัญหาลูกค้านั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของคุณที่มีต่อ ลูกค้า
* ไม่เขียน Blog เมื่อไหร่
เมื่อคุณไม่มีเวลาเขียน Blog อย่างสม่ำเสมอน่ะซิครับ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่เขียนโพสก์ใหม่เลย แต่การกำหนดความถี่ในเขียนเป็นสัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละครั้ง เพื่ออัพเดทข้อมูลให้ลูกค้าของคุณทราบบ้างน่าจะเป็นการสมควรในการติดต่อ ลูกค้าผ่าน Blog เป็นระยะๆ หรือในกรณีที่ลูกค้าของคุณนิยมข่าวแบบ Word-Of-Mouth หรือประเภทเมาส์กันสนั่นเมืองและก็ไม่ค่อยสนคอมฯด้วย ความถี่ในการเขียน Blog ก็อาจลดลงไปโดยปริยาย
* ฺเครื่องมือสร้าง Blog พร้อมด้วยระบบ E-Commerce
จะหาได้่ที่ไหนกันล่ะ ? ตอบยากครับ เพราะยังไม่เห็น Blogging Software ตัวไหนที่จะมีระบบ Shopping Cart หรือ ระบบE-Commerceเต็มรูปแบบ