A Blogger by Beamcool

บล็อค ที่รวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับ การตลาด seo และ วิธีการ หาเงิน บน อินเตอร์เน็ต เทคนิคในการ ทำเงิน บน อินเตอร์เน็ต ( เราหมายถึงการ ทำเงิน บน อินเตอร์เน็ต จริง ๆ ที่ไม่ใช่การชวนเข้า mlm แต่อย่างใดครับ) รวมถึง บริการออนไลน์ ออฟไลน์ ต่าง ๆ ในเครือ Wittybuzz ไว้ด้วยกัน ใครที่เยี่ยมชมนี้ด้วย Internet Explorer แนะนำให้ดาวโหลด Firefox มาใช้จะดีกว่าครับ นอกจากลูกเล่นจะมีเยอะกว่า ยังมีเครื่องมือที่สนับสนุน SEO อีกด้วยครับ


Blog Branding คือ การสร้างสถานะของบล็อก ให้มีชื่อเสียงโดยอาศัยหลักการในการสร้างแบรนด์ มาเป็นตัวช่วยสร้างความจดจำ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบล็อก

Blog Marketing คือ การสร้างบล็อกเพื่อสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทฯ องค์กร หรือเพื่อตนเอง ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการซื้อขายทั้งในแบบออนไลน์และออฟไลน์ แต่บล็อกการตลาดใน นิยามของ makemany.com นั้นคือการสร้างรายได้ออนไลน์โดยอาศัยเครื่องมือที่มีความสามารถสูง อย่างบล็อก มาเป็นตัวกลางในการสื่อสาร และสร้างผลทางการตลาด โดยมีส่วนผสมสำคัญคือ Search Engine Optimization (SEO) มาเป็นตัวกลางขับเคลื่อน เชื่อมต่อระหว่างลูกค้ากับบล็อก

เมื่อพูดถึงการสร้าง Blog Branding นั้นหลายๆ คนอาจมองไปว่ามีคำจำเป็นน้อยอย่างมาก เพราะว่าคนไม่ค่อยสนใจ ความคิดแบบนี้อาจผิดก็ได้หนะครับ ความนิยมที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจาก การจดจำตราสัญลักษณ์ เป็นส่วนสำคัญกับอีกกรณีหนึ่งก็คือ ชื่อที่เรียกติดปากนั่นเองครับ บล็อกที่ต้องการสร้างความได้เปรียบในเชิง การค้า หรือแม้แต่ต้องการสร้างความได้เปรียบในเชิงวิชาการนั้น จำเป็นต้องสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชื่อว่า “แบรนด์” เอาไว้เป็นของตนเอง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถจดจำได้ง่าย และสามารถเอาไปพูดต่อๆ กันได้อีกด้วย สิ่งที่เราต้องมีในการสร้างแบรนด์ก็ได้แก่ “โลโก้” ส่วนนี้จะเป็นการบ่งบอกความเป็นตัวของเราเองอย่างชัดเจน และข้อสำคัญคือไม่ใช่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ยังไงก็ได้หนะครับ ต้องอยู่ภายใต้กรอบที่เหมาะสมอีกด้วย

Blog Branding and Blog Marketing (ภาค 1)
Blog Branding and Blog Marketing (ภาคจบ)

ที่มา : เมกเมนนี่ดอทคอม


เราอาจไม่สามารถรู้จักกับชื่อสินค้า หรือจำยี่ห้อ ต่างๆ ได้หรือแม้แต่จดจำว่าเว็บนี้ บล็อกนี้นั้นชื่ออะไรมีสัญลักษณ์เป็นอย่างไร ถ้าขาดซึ่งค่ำว่า “Brand” มาเป็นตัวชี้นำตนเองว่าเราก็คือ เรา อย่างไรหละ

ครั้งก่อนผมได้เขียนเรื่องราวของ แบรนด์ (ไม่ใช่รังนก หรือซุ๊ปไก่หนะครับพี่น้อง) ซึ่งผมเองก็พยายามเน้นย้ำให้กับทุกๆ ท่านว่าเหตุใดเราจำต้องสร้าง และทำแล้วจะได้อะไร ถ้าหากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ (อันนี้เพื่อนแนะนำมาว่า ทำไมมีแต่เพื่อนๆ พี่ๆ แต่ไม่เห็นมีน้องๆ เลยอะ ก็เลยใส่ให้ซะหน่อยประเดี๋ยวน้องจะน้อยใจ อิอิอิอิ) เคยได้อ่านบทความเก่าๆ ของผม หรือได้สังเกตุความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของบล็อกแห่งนี้จะเห็นได้ว่า มีวิวัฒนาการในการพัฒนา “แบรนด์” มาโดยตลอด ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างข้อแตกต่าง และการจดจำให้กับผู้อ่านว่านี่คือตัวจริงหรือไม่นั่นเอง

ในการสร้างรายได้ของผมก็เช่นกันครับ สิ่งหนึ่งที่ผมเน้นย้ำมาโดยตลอดและสามารถทำเงินให้กับผมได้เพิ่มขึ้นจริงๆ นั่นก็คือการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี หรือเราอาจรู้จักในชื่อว่า Brand นั่นเองครับ เอาหละวันนี้ผมแค่มาเกริ่นนำก่อนก็แล้วกันครับเพราะติดธุระครับ ยังไงเดี๋ยวจะมาเขียนต่อให้ได้อ่านกันในเรื่องนี้ เอาแบบซีรี่ยาวเหมือนหนังเกาหลีเลยก็ว่าได้ แล้วพบกันครับ ไปก่อนหละ…

ที่มา : เมกเมนนี่ดอทคอม


แนวคิดดังกล่าวทำให้ Nintendo หันมาวิเคราะห์สิ่งที่เรียกว่า “ความแตกต่าง” มากยิ่งขึ้นก็พบกับจุดอ่อนของเจ้าใหญ่ที่ว่ามานั้นอยู่มากมายก่ายกองเลย แน่นอนครับสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ สนนราคานั้นแสนแพง กับวัสดุและอุปกรณ์เสริมที่มีราคาแพง อันนี้เขาเรียกว่ากลยุทธ์การแข่งขันทางราคา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ Nintendo ต้องการเอามาแข่งขันครับ กลับเป็นอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ เขาต้องผลิตเครื่องเล่นเกมส์ที่มีราคาพอๆ กับสองรายนี้แต่วัสดุและอุปกรณ์เสริมต้องสามารถหาได้ง่าย และราคาไม่แพงมากนัก แนวคิดนี้ทำให้เกิดการสร้างน่านน้ำแห่งใหม่ขึ้นนั่นก็คือ Nintendo Wii หรือ Wii ที่เราๆ รู้จักกันนั่นเองครับ Wii (วี) สามารถก้าวเข้าสู่ตลาดได้อย่างสง่าผ่าเผยเพราะไร้ซึ่งคู่แข่ง ด้วยวัสดุและอุปกรณ์ที่ราคาถูกกว่า และรองรับกับเกมส์แนวใหม่ๆ ได้มากกว่า นอกจากนั้นยังเล็กกว่าไม่เกะกะ และทำให้คอเกมส์สามารถเล่นเกมส์ได้อย่างสบายอกสบายใจ ไม่โดนแม่ด่าว่า ทำไมบ้านฉันมันรกอย่างนี้ (เหอๆๆๆ)

Wii สามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากที่สุดโดยใช้เวลาน้อยที่สุดในประวัติ ศาสตร์ของโลกแห่งเกมส์ เพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น Wii ก็สามารถครองอันดับหนึ่งในโลกของ Video Game ได้สำเร็จเรียกเอาได้ว่า สร้างน่านน้ำใหม่โดยไม่ต้องไปแข่งกับทะเลเลือดที่ห่ำหั่นกันอย่างรุนแรงของ สองยักษ์ใหญ่ในโลกแห่งเกมส์อย่าง Sony และ Microsoft (ซึ่งปัจจุบันนี้สองรายนี้เขาก็ยังต้องแข่งขันกันไปอย่างดุเดือดครับ)

เอาหละเอาไว้แค่นี้ก่อนแล้วกันครับ เดี๋ยวครั้งหน้าผมจะมาเล่าต่อว่า เหตุการณ์ที่พลิกผันให้ Nintendo ต้องสร้างน่านน้ำแห่งใหม่นั้นเขาวิเคราะห์กันอย่างไร และทำไมผมจึงให้ชื่อเรื่องนี้ว่า “แตกต่างเพื่ออยู่รอด” แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ

แตกต่างเพื่ออยู่รอด (ภาค 1)
แตกต่างเพื่ออยู่รอด (ภาคจบ)

ที่มา : เมกเมนนี่ดอทคอม


เอาหละมาดูกันว่าเรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร “แตกต่างเพื่ออยู่รอด” เป็นแนวคิดหนึ่งที่ผมเองได้ศึกษาเรื่อง “กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม” ซึ่งผมเองได้เคยนำเสนอให้ได้อ่านกันไปแล้ว และยังไม่ได้เขียนต่อก็มาขอเล่าต่อกันหน่อยก็แล้วกันครับ เพื่อเป็นวิทยาทานและแนวคิดให้ได้นำไปประยุกต์ใช้กันครับ

กรณีศึกษานี้ผมจะขอพูดถึง Nintendo ผู้ซึ่งเข้ามาในสนามแห่งการแข่งขันในโลกของ “เกมส์” สนามชัยที่มียักษ์ใหญ่อย่าง Sony และ Microsoft เป็นเจ้าพ่อและเจ้าแม่อยู่ บางท่านอาจจะงงๆ ว่าเอแล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับสองเจ้านี้ เอาหละครับผมจะขอย้อนความอีกสักนิดก็แล้วกันครับ สนามชัยในโลกของเกมส์ที่ว่านี้ก็คือ วีดีโอเกมส์ นั่นเองครับซึ่งเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงรู้จักกับ PlayStation กันหนะครับซึ่งปัจจุบันก็คือ PlaStation 3 หรือ PS3 นั่นเองครับเจ้าเครื่องนี้เป็นสินค้าที่ผลิตโดยยักษ์ใหญ่ที่ชื่อว่า Sony

Xbox คือสินค้าของ Microsoft ซึ่งผลิตมาแข่งขันกับ PlaStation โดยปัจจุบันนั้นก็มี Xbox 360 ที่ต้องบอกว่าครองส่วนแบ่งของตลาดมากกว่า PS3 ในอเมริกา Nintendo ผู้มีความน้อยแต่ตัวก็ต้องคิดถึงกลยุทธ์ใหม่ๆ ที่จะสร้าง Video Game มาแข่งกับเจ้าแห่งตลาดสองรายนี้ เนื่องจากเป็นตลาดในระดับสูง จึงทำให้ Nintendo ต้องคิดให้รอบคอบและต้องสามารถสร้างความแตกต่างจากทั้งสองเจ้านี้ให้ได้ (ถ้าเป็นคุณ จะคิดออกว่ายังไง) แม้ว่า Nintendo เองจะสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดในส่วนของวีดีโอเกมส์ในระดับล่างอย่าง Nintendo DS ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย แต่งานนี้ต้องบอกว่าหินสุดๆ เลยก็ว่าได้แต่ก็น๊ะ เมื่อมีเจ้าในท้องทะเลอันแดงฉานก็ต้องมีเจ้าแห่งท้องทะเลใหม่

แตกต่างเพื่ออยู่รอด (ภาค 1)
แตกต่างเพื่ออยู่รอด (ภาคจบ)

ที่มา : เมกเมนนี่ดอทคอม


วันนี้ผมมีทางออกให้ครับเพื่อที่ท่านจะได้มีโอกาส เข้าสู่สนามแข่งขันที่ให้ประโยชน์ กับตนเองบ้าง นั่นก็คือ ?กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม? อย่างที่ว่านี่ไงหละครับ คือการหันมาสร้างรายได้แบบใช้ทุนน้อย และ อาจได้กำไรตลอดกาล (นานมาก ๆ ) แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้เวลา และ ความอดทนในการ ?สร้างสนามชัยแห่งใหม่? ของเราเอง สิ่งแรกที่คุณต้องคิดก็คือ การหา ?Niche? ให้พบและสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างต่อมาคือการนำเอา ?Niche? ที่ว่านี้มาสร้าง aStore ของคุณให้เป็นที่รู้จัก (บางท่านอาจงง ว่า aStore คืออะไร ลองมอง ๆ บทความอื่นดูก่อนก็ได้หนะครับว่าคืออะไร) และทำการโปรโมทอย่างถูกวิธี (ทำ SEO) นี่แหละคือ ?น่านน้ำสีคราม? ที่ผมพูดถึง

Blue Ocean Strategy (ภาค 1)
Blue Ocean Strategy (ภาค 2)
Blue Ocean Strategy (ภาคจบ)

ที่มา : เมกเมนนี่ดอทคอม


กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม คือคำตอบ ที่ทำให้เราต้องคิดว่า ในเมื่อมีการแข่งขันกันรุนแรงและเราต้องไปแทรกในตลาดที่มีการแข่งขัน (อย่างหนัก) อย่างที่ว่านั้น ทำไมเราไม่คิดใหม่เสียหละ (นี่แหละประเด็นหลัก ๆ หละ) การคิดใหม่ในโลกของ Affiliate Marketing นั้นก็คือการหา Niche (อ่านว่า ?นิช? หนะครับ) นั่นเองครับเพราะนั่นแหละคือ ?น่านน้ำสีคราม? ที่คุณยังไม่เคยทราบมาก่อน (อ้าว…แล้วผมรู้มาจากไหนกันหละเนี่ยะ) อันที่จริงแล้วรูปแบบของ ?กลยุทธ์? นั้นมีหลายประเภทด้วยกัน ทำไปผมไม่นำมาพูดถึง มาพูดทำไมเกี่ยวกับ ?กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม? กันหละ ก็เพราะว่าเราอยู่ในโลกออไลน์ อย่างไรหละครับ (กลยุทธ์อื่นคงใช้ได้แต่น้อยมาก)

ในโลกออนไลน์นั้นการทำธุรกิจต้องมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำอันดับ (ในทาง Search Engine Optimization (SEO) นั่นแหละครับ) การสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ และการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าและบริการต่าง ๆ ของเรา (โดยเฉพาะ Affiliate Marketing) อย่างหนึ่งที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ รูปแบบและหลักการที่ไม่คงที่ รวมไปถึงการพัฒนาที่ไม่เคยหยุดนิ่งในหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางรูปลักษณ์ของสินค้า การเปลี่ยนรุ่น การมียีห้ออื่น ๆ มาแข่งขัน และยังมีอีกหลายรูปแบบ ที่เราอาจคิดไม่ถึงว่าจะมีอยู่จริง ๆ (แต่มันจะมีแน่นอนครับ) ตรงส่วนนี้เองครับทำให้เกิดแรงต้าน และ ทำให้เราท้อแท้อย่างรุนแรง หลาย ๆ คนเอาดีกับการสร้างรายได้ในรูปแบบการทุ่มทุนเพื่อทำการโฆษณาสินค้าใน Affiliate Marketing โดยใช้ Pay Per Click (PPC) และประสบปัญหาอย่างหนักในการสร้างรายได้ ในเรื่องของการไม่คุ้มทุน และการแข่งขันที่ไม่สร้างกำไรให้กับเรา

Blue Ocean Strategy (ภาค 1)
Blue Ocean Strategy (ภาค 2)
Blue Ocean Strategy (ภาคจบ)

ที่มา : เมกเมนนี่ดอทคอม


Blue Ocean Strategy คือรูปแบบการบริหารจัดการในแบบใหม่ หรือ แนวคิดใหม่ (เรียกว่า แนวคิดน่านน้ำสีคราม) โดยมุงเน้นในเรื่องของการสร้างความคิดใหม่ ๆ และ การไม่ยอมอยู่ในกฏเกณฑ์เดิม ๆ (น่านน้ำสีแดง) ซึ่งมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในธุรกิจ

แนวคิดนี้ถือว่าเป็น ?วิธีการสร้างสนามชัยแห่งใหม่ โดยไม่ต้องแข่งกันไปตาย? ในสนามแบบเดิม ๆ (แหม๋…อาจดูรุนแรงหนะครับ แต่ว่านีคือกลยุทธ์ใหม่นั่นเองครับ) ผมจะขอท้าวความ (ยาวสักนิด) ว่า ในโลกของการบริหารจัดการ หรือ โลกการตลาดนั้น (การตลาดออนไลน์ด้วยน๊ะขอบอก) โดยทั่วไปเราจะประสบปัญหาหนัก ๆ ก็คือเรื่องของการต่อสู้ (สนามรบทางการตลาด) ที่รุนแรงเสมอ และการต่อสู้เหล่านี้คือรูปแบบการทำตลาดในแบบเดิม ๆ ซึ่งทำให้เกิดการแก่งแย่งชิงส่วนแบ่งกันอย่างรุนแรง (เรียกว่า ?ทะเลสีเลือด?) ทำให้ผู้ที่มาทีหลังอย่างเช่นเรา ๆ ท่าน ๆ เหมือนในโลกออนไลน์ (บางท่านเคยถามว่า “Affiliate Marketing“ ยังพอมีทางทำได้หรือไม่) มานั่งกังวลว่าเราจะสามารถแทรกเข้าสู่ตลาดแห่งนี้ได้ส่วนไหน ?

Blue Ocean Strategy (ภาค 1)
Blue Ocean Strategy (ภาค 2)
Blue Ocean Strategy (ภาคจบ)

ที่มา : เมกเมนนี่ดอทคอม

Newer Posts Older Posts Home