A Blogger by Beamcool

บล็อค ที่รวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับ การตลาด seo และ วิธีการ หาเงิน บน อินเตอร์เน็ต เทคนิคในการ ทำเงิน บน อินเตอร์เน็ต ( เราหมายถึงการ ทำเงิน บน อินเตอร์เน็ต จริง ๆ ที่ไม่ใช่การชวนเข้า mlm แต่อย่างใดครับ) รวมถึง บริการออนไลน์ ออฟไลน์ ต่าง ๆ ในเครือ Wittybuzz ไว้ด้วยกัน ใครที่เยี่ยมชมนี้ด้วย Internet Explorer แนะนำให้ดาวโหลด Firefox มาใช้จะดีกว่าครับ นอกจากลูกเล่นจะมีเยอะกว่า ยังมีเครื่องมือที่สนับสนุน SEO อีกด้วยครับ


จุดเด่นที่สุดของ Blog ก็คือ มันสามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง ที่สามารถสื่อถึงความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนบล็อก และผู้อ่านบล็อกที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่ชัดเจนของบล็อกนั้น ๆ ผ่านทางระบบ comment ของบล็อกนั่นเอง

ในอดีตแรกเริ่ม คนที่เขียน Blog นั้นยังทำกันในระบบ Manual คือเขียนเว็บเองทีละหน้า แต่ในปัจจุบันนี้ มีเครื่องมือหรือซอฟท์แวร์ให้เราใช้ในการเขียน Blog ได้มากมาย เช่น WordPress, Movable Type เป็นต้น

ผู้คนหลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลก หันมาเขียน Blog กันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่นักเรียน อาจารย์ นักเขียน ตลอดจนถึงระดับบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้น NasDaq

เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา Blog เริ่มต้นมาจาก การเขียนเป็นงานอดิเรก ของกลุ่มสื่ออิสระต่าง ๆ หลาย ๆ แห่งกลายเป็นแหล่งข่าวสำคัญ ให้กับหนังสือพิมพ์หรือสำนักข่าวชั้นนำ จวบจนกระทั่งปี 2004 คนเขียน Blog ก็ได้รับการยอมรับจากสื่อและสำนักข่าวต่าง ๆ ถึงความรวดเร็วในการให้ข้อมูล ตั้งแต่เรื่องการเมือง ไปจนกระทั่ง เรื่องราวของการประชุม ระดับชาติ

และจากเหตุการณ์เหล่านี้ นับได้ว่า Blog เป็นสื่อชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างจาก วีดีโอ , สิ่งพิมพ์ , โทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งวิทยุ เราสามารถเรียกได้ว่า Blog ได้เข้ามาเป็นสื่อชนิดใหม่ ที่สำคัญอย่างแท้จริง

สรุปให้ง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือ Blog คือเว็บไซต์ ที่มีรูปแบบเนื้อหา เป็นเหมือนบันทึกส่วนตัวออนไลน์ มีส่วนของการ comments และก็จะมี link ไปยังเว็บอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

อ่านจบบทความนี้ คิดว่าหลาย ๆ ท่านน่าจะเข้าใจว่า Blog คืออะไร เพิ่มขึ้นมากแล้วนะครับ

Blog คืออะไร (ภาค 1)
Blog คืออะไร (ภาคจบ)

ที่มา : เก่งดอทคอม


มารู้จักความหมาย ของประโยคคำถาม ที่มักจะมีคนถามผมบ่อย ๆ เวลาไปบรรยายตามที่ต่าง ๆ ว่า “Blog คืออะไร” กันดีกว่าครับ

Blog มาจากศัพท์คำว่า WeBlog บางคนอ่านคำ ๆ นี้ว่า We Blog บางคนอ่านว่า Web Log แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งสองคำบ่งบอกถึงความหมายเดียวกัน ว่านั่นคือบล็อก (Blog)

ความหมายของคำว่า Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื้อหาของ blog นั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ หรือครอบครัวตนเอง

มีหลายครั้งที่เกิดความเข้าใจกันผิดว่า Blog เป็นได้แค่ไดอารี่ออนไลน์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไดอารี่ออนไลน์เปรียบเสมือน เนื้อหาประเภทหนึ่งของบล็อกเท่านั้น เพราะบล็อกมีเนื้อหาที่หลากหลายประเภท ตั้งแต่การบันทึกเรื่องส่วนตัวอย่างเช่นไดอารี่ หรือการบันทึกบทความที่ผู้เขียนบล็อกสนใจในด้านอื่นด้วย ที่เห็นชัดเจนคือ เนื้อหาบล็อกประเภท วิจารณ์การเมือง หรือการรีวิวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ตัวเองเคยใช้ หรือซื้อมานั่นเอง อีกทั้งยังสามารถ แตกแขนงไปในเนื้อหาในประเภทต่าง ๆ อีกมากมาย ตามแต่ความถนัดของเจ้าของบล็อก ซึ่งมักจะเขียนบทความเรื่องที่ตนเองถนัด หรือสนใจเป็นต้น

Blog คืออะไร (ภาค 1)
Blog คืออะไร (ภาคจบ)

ที่มา : เก่งดอทคอม


ปัจจุบันนี้ บริษัทชั้นนำต่าง ๆ ของโลก ได้หันมาจับตามอง Blog ซึ่งเป็นรูปแบบของการ Marketing แบบใหม่ เนื่องจาก Blogger จะมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้อ่าน Blog สูงมาก เนื่องจากทั้งสองฝ่าย สามารถโต้ตอบกันได้โดยตรง

การที่ใช้ Blog มาเป็นเครื่องมือทางการตลาดนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็น Buzz Marketing บางบริษัทอาจเลือกเจ้าของ Blog ให้เป็น presenter ให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง เช่นเสนอสินค้า ให้เจ้าของ Blog นำไปเขียนวิจารณ์หรือเขียนถึงใน Blog ของตนเป็นต้น

บางบริษัทใช้ Blog เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสาร หรือ PR ข่าวสารขององค์กร โดยการใช้ Blog เพื่อประกาศข่าวสารนั้น จะดูมีความเป็นกันเอง และเข้าถึงลูกค้าได้อย่างเป็นมิตร เพราะเนื่องจากลูกค้าสามารถฝาก comment หรือสื่อสารกับเจ้าของ Blog ได้ทันที ทำให้บริษัทเอง จะได้ประโยชน์จากคำแนะนำ ที่ตรงไปตรงมาของลูกค้าอีกด้วย บริษัทชั้นนำต่างเลือกที่จะใช้ Blog มาเป็นเครื่องมือทางการตลาดกันแล้ว โดยบางแห่งใช้ทั้ง Blog อย่างเป็นทางการของบริษัท แถมยังเปิดให้พนักงานได้เขียน Blog ของตนเองอีกด้วย โดยวิธีการนี้นับเป็นการทำการตลาด โดยการสร้างการรับรู้ตราสินค้า (Brand) โดยทางอ้อมอีกด้วย

นอกเหนือจากองค์กรธุรกิจแล้ว บุคคลที่ทำงานคนเดียวหรือเป็นกลุ่ม สามารถใช้ Blog เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงาน หรือขายสินค้าของตนได้อีกด้วยเช่น ช่างภาพ, ศิลปิน, นักออกแบบ, นักเขียน, นักวาดการ์ตูน , ร้านค้า , ฯลฯ

ที่มา : เก่งดอทคอม


ข้อผิดพลาด 10 ประการในการิกแบบเว็บไซต์ประจำปี 2005 นั้นได้แก่

1. Legibility Problems คือปัญหาของการใช้ font ที่ทำให้ดูแล้วไม่สบายตาเช่นใช้ Font เล็กไปบ้างล่ะ Font กับ Background ดูแล้วไม่กลมกลืนบ้างล่ะ อะไรทำนองนี้
2. Non-Standard Links คือการทำลิ๊งก์ให้ไม่น่าคลิ๊ก การไม่สร้างความแตกต่างให้ visited and unvisited links เป็นต้น
3. Flash ใช้ Flash ไม่เหมาะสม เช่นบางไซต์ใช้ Flash ทั้ง site ทั้งๆ ที่ใช้ non-flash ในการนำเสนอเนื้อหา หรือการใช้ Flash ในระบบ Navigation หรือ Menu ซึ่งทำให้ผู้ใช้สับสน เป็นต้น
4. Content That’s Not Written for the Web คือ เนื้อหาที่ใส่เข้าไปในหนึ่งหน้าเว็บก็ควรจะเขียนเพื่อนำเสนอบนเว็บในแบบที่ กระชับ ตรงจุด แต่กลับเขียนเยิ่นเย้อ จนคนอ่านขี้เกียจอ่าน อะไรพรรค์นั้น
5. Bad Search ไม่มีระบบ Search หรือ ระบบ Search ที่ค้นหาแล้วไม่ได้ผลตามที่ต้องการ
6. Browser Incompatibility ไม่ออกแบบให้รองรับ Browser หลากหลายยี่ห้อ เช่นบางเว็บแสดงผลถูกต้องก็เฉพาะ IE แต่เปิดด้วย Firefox หรือ Netscape แล้วไม่ได้ผลตามต้องการ
7. Cumbersome Forms ใน Form มีคำถามมากไป หรือ มี mandatory field เกินจำเป็น(Madatory Field คือ ช่องคำตอบที่ต้องกรอก มิฉะนั้นจะคลิ๊ก Submit ไม่ได้)
8. No Contact Information or Other Company Info ไม่มีรายละเอียดของบริษัท หรือ ไม่มี About Us หรือ Contact Us นั่นเอง
9. Frozen Layouts with Fixed Page Widths วางเลย์เอาท์เว็บแบบไม่ยืดหยุ่น หรือกำหนดค่าของเลย์เอาท์แบบคงที่ เช่นแทนที่จะกำหนดตารางเป็นค่า % กลับกำหนดเป็น Pixel เป็นต้น
10. Inadequate Photo Enlargement คือเมื่อผู้ใช้คลิ๊กขยายรูป แต่รูปที่ขยายไม่ใหญ่ตามหรือมีขนาดเล็กเกินไป

ข้อผิดพลาดในการออกแบบ website 10 ประการโดย Jakob Nielsen (ภาค 1)
ข้อผิดพลาดในการออกแบบ website 10 ประการโดย Jakob Nielsen (ภาค 2)
ข้อผิดพลาดในการออกแบบ website 10 ประการโดย Jakob Nielsen (ภาคจบ)


คุณJakob เนี่ยมีงานเขียนเกี่ยวกับ ข้อผิดพลาดของการออกแบบเว็บไซต์(Web Design Mistakes) ออกมาเป็นตั้งแต่ปี 1996 แล้วแม้จะไม่ได้มีออกมาทุกปีแต่ถ้านับตั้งแต่ครั้งแรกที่เขียนเกี่ยวกับ เรื่องนี้มีอยู่ 5 ครั้งได้แก่ในปี 1996, 1999, 2002, 2003 และล่าสุดที่ผมจะเอาเล่าสู่กันฟังจะเป็นของปี 2005 นอกจากนี้ คุณ jakob ยังได้สรุป The ten very worst Web design mistakes ซึ่งรวมข้อผิดพลาดที่ไม่น่าอภัยเอาไว้สิบประการ ซึ่งก็เป็นการยกเอาข้อผิดพลาดฯที่พี่แกเคยเขียนไว้มาให้ดู แต่ส่วนที่ผมจะสรุปให้ฟังจะเป็นของปี 2005 ไว้วันต่อไปจะมาสรุป เรื่อง The ten very worst Web design mistakes ให้ฟังต่อแต่ถ้าใครใจร้อนก็นี่เลย ==> useit.com/alertbox/9605.html

ข้อผิดพลาดในการออกแบบ website 10 ประการโดย Jakob Nielsen (ภาค 1)
ข้อผิดพลาดในการออกแบบ website 10 ประการโดย Jakob Nielsen (ภาค 2)
ข้อผิดพลาดในการออกแบบ website 10 ประการโดย Jakob Nielsen (ภาคจบ)


วันนี้ได้ลองไปค้นหาเรื่องของ Web Usability บทความอันนึงของ Dr. Jakob Nielsen เค้าคนนี้ได้รับฉายามากมายในเรื่องของ Web Usability มากมายแค่ไหนผมขอ copy มาให้ดูข้างล่าง จาก useit.com/jakob

* “the king of usability” (Internet Magazine)
* “the guru of Web page usability” (The New York Times)
* “the next best thing to a true time machine” (USA Today)
* “the smartest person on the Web” (ZDNet AnchorDesk)
* “the world’s leading expert on Web usability” (U.S. News & World Report)
* one of the top ten minds in small business (FORTUNE Small Business)
* “the world’s leading expert on user-friendly design” (Stuttgarter Zeitung, Germany)
* “knows more about what makes Web sites work than anyone else on the planet” (Chicago Tribune, March 6, 2000)
* “one of the world’s foremost experts in Web usability” (Business Week)
* “the Web’s usability czar” (WebReference.com)
* “the reigning guru of Web usability” (FORTUNE)
* “eminent Web usability guru” (CNN)
* “perhaps the best-known design and usability guru on the Internet” (Financial Times)
* “the usability Pope” (Wirtschaftswoche Magazine, Germany)
* “new-media pioneer” (Newsweek)

ข้อผิดพลาดในการออกแบบ website 10 ประการโดย Jakob Nielsen (ภาค 1)
ข้อผิดพลาดในการออกแบบ website 10 ประการโดย Jakob Nielsen (ภาค 2)
ข้อผิดพลาดในการออกแบบ website 10 ประการโดย Jakob Nielsen (ภาคจบ)


เอาหละครับ คงพอมองภาพกันออกหนะครับ ทีนี้เรามาดูว่า แล้วเจ้า “แบรนด์” ที่ว่านี้มันเกี่ยวอะไรกับ “Blog Marketing” กันหละหว่า ผมจะขอเล่าถึงประสบการณ์ของผมในการสร้างรายได้ออนไลน์ว่า ในช่วงที่ผมเองได้ลองผิดลองถูกอยู่ในโลก “การสร้างรายได้ออนไลน์” นั้นสิ่งที่ผมเองคอยสังเกตุก็คือ ถ้าหากเราใช้เครื่องมือใดๆ สร้างรายได้เราต้องให้ความมั่นใจกับเครื่องมือนั้นๆ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกที่ดี และมั่นใจในสิ่งที่เราได้พยายามทำอยู่นั้นด้วย เพราะคนที่จะทำให้เราเกิดรายได้คือ “ลูกค้า” นั่นเองครับ และสิ่งที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าก็คือ

1. ความแตกต่าง ที่ต้องมีมากกว่าแหล่งข้อมูลอื่นๆ รวมไปถึงข้อมูลต้องดี และน่าสนใจอีกด้วย
2. ความกลมกลืน รูปแบบข้อมูลที่นำเสนอนั้นต้องเป็นทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่แกว่งไป แกว่งมา ไม่มีจุดยืนชัดเจน ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกสับสน
3. แหล่งข้อมูลอ้างอิง อันนี้ถือได้ว่าสำคัญที่สุดครับ
4. ตราสัญลักษณ์ เครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือสำหรับลูกค้า ว่าคุณเองก็ “มียี่ห้อ” เหมือนกันอันนี้สำคัญอย่างมากครับ
5. การพัฒนาการของ บล็อกเรารวมไปถึงการพัฒนาเนื้อหา แบรนด์ และ การออกแบบด้วยครับ

และนี่ก็คือสิ่งที่ผมได้จากการสังเกตุ ทั้งหมด ซึ่งผมเห็นว่าบล็อกใหญ่ๆ นั้นประสบความสำเร็จได้โดยมีจุดยืนที่ชัดเจน และสามารถสร้างข้อได้เปรียบในเรื่องข้อมูลได้ ส่วนบางแห่งที่ไม่ได้สร้างข้อได้เปรียบโดยอาศัยข้อมูลตนเอง ก็ต้องมีแหล่งอ้างอึงข้อมูลที่ดี เหล่านี้ก็ช่วยให้ประสบความสำเร็จได้เช่นกันครับ แต่ข้อสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องมี “ตราสัญลักษณ์” เป็นของตัวเองเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เฉกเช่นกับที่เราขายสินค้าให้ Amazon เมื่อลูกค้ารู้ว่านี่คือสินค้าของ Amazon เขาก็เลยซื้อโดยที่ไม่ต้องลังเลใดๆ เลย

Blog Branding and Blog Marketing (ภาค 1)
Blog Branding and Blog Marketing (ภาคจบ)

ที่มา : เมกเมนนี่ดอทคอม

Newer Posts Older Posts Home