A Blogger by Beamcool

บล็อค ที่รวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับ การตลาด seo และ วิธีการ หาเงิน บน อินเตอร์เน็ต เทคนิคในการ ทำเงิน บน อินเตอร์เน็ต ( เราหมายถึงการ ทำเงิน บน อินเตอร์เน็ต จริง ๆ ที่ไม่ใช่การชวนเข้า mlm แต่อย่างใดครับ) รวมถึง บริการออนไลน์ ออฟไลน์ ต่าง ๆ ในเครือ Wittybuzz ไว้ด้วยกัน ใครที่เยี่ยมชมนี้ด้วย Internet Explorer แนะนำให้ดาวโหลด Firefox มาใช้จะดีกว่าครับ นอกจากลูกเล่นจะมีเยอะกว่า ยังมีเครื่องมือที่สนับสนุน SEO อีกด้วยครับ

Googleอาจจะหยุดทำการในประเทศจีนหลังจากอีเมลของเหล่านักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของจีนใน Gmail ถูกแฮคเกอร์โจมตี
ผม เกิ้ลประกาศว่า ทางบริษัทฯ ได้ตรวจพบการจู่โจมที่มุ่งเป้ามายังโครงสร้างระบบพื้นฐานของGoogle และการจู่โจมนั้นมาจากในประเทศจีน และถึงแม้ว่าGoogleจะไม่ได้กล่าวหารัฐบาลจีนโดยตรงว่าเป็นผู้อยู่เบื้อง หลังการโจมตีทางโลกไซเบอร์ครั้งนี้ แต่Googleก็ระบุว่าบริษัทฯ ไม่ยินยอมที่จะเซ็นเซอร์ผลการค้นหาจากเว็บไซต์Googleในจีนตามที่รัฐบาลได้ ร้องขอไว้อีกต่อไป

การตัดสินใจของGoogleในครั้งนี้อาจจะหมายถึงการปิดเว็บไซต์Googleในจีนซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2006

Google ประกาศการตัดสินใจครั้งนี้บนบล็อกของบริษัท โดยระบุถึงจุดมุ่งหมายของแฮคเกอร์ว่าต้องการโจมตีอีเมล แอคเคานท์ ของกลุ่มนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนในจีน และเมื่อGoogleตรวจสอบการจู่โจมก็พบว่ามีสองแอคเคานท์ ที่ถูกเจาะผ่านเข้ามาได้แล้ว แต่แฮคเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลของแอคเคานท์ได้เท่านั้น เช่นวันที่สร้างแอคเคาท์ขึ้น และหัวข้ออีเมล แต่ไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาของอีเมลได้

Googleประกาศว่าจะเข้า หารือกับรัฐบาลจีนภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าเพื่อพิจารณาการปฏิบัติการ ของเซิช เอ็นจิ้น ที่ไม่ต้องผ่านการกรองโดยที่ไม่ผิดกฎหมาย โดยผู้สื่อข่าวฝ่ายเทคโนโลยีของบีบีซีกล่าวว่า ถ้าหากรัฐบาลจีนปฏิเสธไม่ให้Googleปฏิบัติการต่อไปโดยไม่ผ่านการเซ็นเซอร์ ซึ่งก็คาดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น Googleก็จะถอนการปฏิบัติการออกจากจีน ซึ่งก็จะทำให้เว็บไซต์ต่างชาติอื่นๆ ที่ปฏิบัติการอยู่ในจีนจะต้องประสบกับการตัดสินใจที่ยากลำบากเช่นกัน

ที่มา : วอยซ์ทีวี


เมื่อนักทวีตชื่อดังในประดับโลก มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเล่าให้เราได้ฟังว่า เค้าดูแล twitter ของตัวเองอย่างไร ถึงได้ประสบความสำเร็จ จึงเป็นโอกาสของเรา ที่จะได้เรียนรู้ว่า แต่ละคนมีเทคนิคอย่างไร เราเลยต้องอาศัยวิชา “ครูพักลักจำ” กันซักหน่อย ในการทำ twitter marketing นั้นมีเทคนิคหลากหลาย แต่ละท่านมีเทคนิคไม่เหมือนกัน เรามาดูกันเลยครับ ว่าแต่ละท่าน มีเทคนิคอย่างไร

1. Tweet บ่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยเขียนด้วยคำพูดที่ฉลาด และมีสติในการเขียน ที่สำคัญคือ ต้องเป็น tweet ที่เราเขียนขึ้นเอง ไม่ซ้ำกับคนอื่น เพราะคนอ่านจะรู้สึกว่าเมื่อมาอ่าน tweet ของคุณแล้ว เค้าจะรู้สึกว่าคุณเป็นคนฉลาด (โดย Chris Brogan )

2. มีความสนใจในเรื่องที่จะ tweet อย่างจริงจัง มีความอยากที่จะเรียนรู้ และแบ่งปันข้อมูลที่มีคุณค่าผ่าน tweet ( โดย Perry Belcher )

3. Tweet บ่อย ๆ ในทุกเรื่องที่คุณคิดว่าน่าสนใจ (โดย Alyssa Milano)

4. หาเพื่อนใหม่ ๆ อยู่ตลอด โดยใส่ใจและให้น่ารักกับทุก ๆ คนอย่างเท่าเทียมกัน (โดย BuzzEdition)

5. แบ่งปัน tweet ที่มีคุณค่าต่อ community โดยการ retweet ข้อความที่มีประโยชน์ (โดย Jason Pollock)

6. ค้นหาสไตล์ของตัวเอง เพราะผู้คนจะชอบเมื่อคุณเป็นตัวของตัวเอง (โดย FeatureBlend)

7. อย่าลืมว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสนใจเรื่อง Social Media หรือเทคโนโลยีล้วน ๆ ดังนั้นลอง tweet เรื่องตลก ๆ หรือเรื่องที่น่าสนใจอื่น ๆ แทรกไปบ้าง ไม่ใช่ยึดติดกับ tweet ที่เป็นเรื่องหลัก ๆ ที่คุณจะเขียนเพียงอย่างเดียว (โดย Kim Sherrel)

8. Tweet แบบเฉพาะเรื่อง โดยให้เน้นเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่นหากคุณชอบเรื่อง design ก็เน้น tweet เกี่ยวกับดีไซน์ และลองตาม follow คนที่พูดเรื่องดีไซน์ (โดย Phaoloo)

เห็นไหมครับว่า แปดคนก็แปดสไตล์ แต่ละคนมีแนวทางของตัวเอง ผมว่าลองนำไปประยุกต์ใช้ดู และค้นหาดูว่าแบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราเอง แต่อย่าลืมว่า เป็นตัวของตัวเองดีที่สุดครับ

ที่มา : เดลี่เอสอีโอบล็อคดอทคอม


มีหลายครั้งเมื่อผมได้ไป present งานกับลูกค้า และมักจะมีลูกค้าหลาย ๆ ท่านถามว่า แล้วเราจะวัดผลในแคมเปญแบบ Social Network หรือใน Social Media ได้อย่างไรบ้าง อะไรจะเป็นตัววัดที่ดีที่สุด จนในที่สุดวันก่อนผมได้อ่านบทความจาก econsultancy ซึ่งได้รวบรวมตัววัดผล หรือการกำหนด KPIs ในแคมเปญ Social Media ขึ้นมา ซึ่งเมื่อได้ลองอ่านดูแล้ว ก็พบว่าเป็นการกำหนดตัววัดที่ดี เราสามารถทำมาประยุกต์ใช้ในตลาดประเทศไทยได้ เลย ขอนำมาเล่าให้ฟังกันครับ

ตัววัดต่าง ๆ สำหรับวัดผล Social Interaction มีดังนี้

  1. Alerts – จำนวนคนที่มาลงทะเบียน รับข่าวสารแบบแจ้งเตือน โดยสามารถวัดโดยแยกตาม channel ต่าง ๆ ได้
  2. Bookmarks -จำนวนคนที่ทำการ bookmark ทั้งใน social media นั้น หรือสถานที่ bookmark อื่น ๆ เช่น delicious
  3. Comments – จำนวนคนมา comment ในแคมเปญของเรากี่คน
  4. Downloads – จำนวนคนที่มาดาวน์โหลดเนื้อหา / วีดีโอ / เกมส์ หรือ widget
  5. Email subscriptions – จำนวนอีเมล์ที่มาสมัครเพื่อรับข่าวสาร
  6. Fans – จำนวนคนที่มาเป็นแฟน เช่นใน facebook fan page
  7. Favourites – จำนวนคนที่มา add ไว้เป็น favourite (ดูได้ว่าคนชอบเนื้อหานั้น ๆ มากแค่ไหน)
  8. Feedback – จำนวนคนที่ให้ feedback
  9. Followers – จำนวนคนที่มา follow เช่นใน twitter
  10. Forward to a friend – จำนวนครั้ง / คน ที่ทำการส่งต่อให้เพื่อน
  11. Groups – จำนวนการสร้างกลุ่ม หรือเข้าร่วมกลุ่ม หรือจำนวนรวมของกลุ่มทั้งหมด
  12. Install widget – จำนวน widget ที่ถูกนำไปติดตั้งไว้ที่อื่น เช่นใน blog หรือใน facebook
  13. Invite / Refer – จำนวนการชวนเพื่อนมาทำกิจกรรม
  14. Key page activity – วัดจำนวนคนที่เข้ามาถึงหน้าเว็บเพจที่เราได้กำหนดไว้
  15. Love / Like this – จำนวนคนที่ชื่นชอบ (เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการ rating)
  16. Message – จำนวนข้อความที่ถูกส่งไปมาใน site นั้น ๆ
  17. Personalization – จำนวนหน้า หรือ theme ที่ถูก user ปรับแต่งให้ตรงกับสิ่งที่ตนชื่นชอบ
  18. Post – จำนวนการเขียนบทความ
  19. Profile – จำนวนการปรับแต่งโปรไฟล์ เช่น การอัพเดท avatar หรือข้อมูลส่วนตัว / ลิงค์ หรืออีเมล์ เป็นต้น
  20. Print page – จำนวนครั้งที่มีคนพิมพ์หน้านั้น
  21. Ratings – จำนวนการให้คะแนน
  22. Registered users – จำนวนคนร่วมลงทะเบียนเป็นสมาชิก โดยดูได้ทั้ง สมาชิกใหม่ / ยอดรวม / ที่ยัง active อยู่ เป็นต้น
  23. Report spam / abuse – จำนวนคนแจ้งว่าเป็น spam
  24. Reviews – จำนวนของการ review บางทีดูได้ถึงว่ารีวิวแล้วชอบ หรือรีวิวแล้วไม่ชอบ
  25. Settings – การตั้งค่าต่าง ๆ ของระบบที่ user ได้มาตั้งไว้
  26. Social media sharing / participation – จำนวนกิจกรรมบน social media ไซต์หลัก ๆ เช่น facebook, twitter, digg, zickr เป็นต้น
  27. Tagging – จำนวน tag ที่ user ได้สร้างไว้ สามารถดูลึกไปถึงว่าเค้าสร้าง tag ไหนมากสุด tag ไหนน้อยสุด
  28. Testimonials – จำนวนคนที่มาเขียนคำนิยม
  29. Time spent on key pages – ระยะเวลาที่มีผู้ใช้เข้ามาอยู่ในหน้าหลัก เพื่อดูว่าอยู่นานแค่ไหน
  30. Time spent on site – ระยะเวลาที่มีผู้ใช้เข้ามาอยู่ในเว็บ เพื่อดูว่าอยู่นานแค่ไหน สามารถแยกดูได้จากแหล่งที่มาของคนเข้าเว็บ
  31. Total contributors – จำนวนคนที่มามีส่วนร่วมในแคมเปญ
  32. Uploads – จำนวนชิ้นงานที่มีคนอัพโหลด เช่น ภาพ บทความ ลิงค์ หรือ วีดีโอ
  33. Views – จำนวนคนดูวีดีโอ ดูโฆษณา หรือไฟล์ประเภท Rich Media
  34. Widgets -จำนวนคนที่มาใช้วิดเจ็ท หรือเอาโค๊ตของวิดเจ็ทไปใช้
  35. Wishlists – จำนวนของสิ่งของที่มีคน add เพิ่มไว้เป็นรายชื่อของที่อยากได้ มักเห็นในเว็บ shopping เช่น amazon.com

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้ น่าจะช่วยให้นักการตลาดหลาย ๆ ท่านได้ทำการวัดผลแคมเปญของตนเองใน social media ต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้นนะครับ

ที่มา : อีคอนเซาแทนซี่ดอทคอม

Traffic of SEO


Traffic-of-SEO-1เมื่อ สิ่งสำคัญของการจราจรทางออนไลน์ คือปัจจัยสร้างความสมดุลในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ SEO ถูกหยิบขึ้นมาเคาะสนิมอีกครั้งเพื่อสร้างข้อได้เปรียบในการสร้างการจราจรให้ กับบล็อก ถ้าจะกล่าวไปแล้วบล็อกการตลาดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสามารถสร้างความได้ เปรียบทางการตลาดได้อย่างชัดเจน และมีความสามารถพอที่จะทำให้เกิดจำนวนผู้เยี่ยมชมมากพอที่จะสร้างเม็ดเงิน ให้กับบล็อกการตลาดนั้นๆ

ภายหลังการวางแผนด้านโครงสร้างทางด้านการเยี่ยมชม (Traffic) จุดเชื่อมต่อที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นรูปแบบของ Search Engine Optimization (SEO) แต่ใช่ว่าเราจะสามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้น๊ะจะบอกให้ มันต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยและองค์ประกอบในหลายๆ ด้านด้วยกันไม่ว่าจะเป็น “เนื้อหา” , “จำนวนลิงค์” , “รูปภาพ” , และหน้าตาของบล็อกการตลาดของเรา ข้อสำคัญที่สุดก็คือมันจะต้องเป็นแบบ Creating SEO Friendly Content ด้วยน๊ะขอบอก หลายท่านชักเริ่มสงสัยว่า อ้าว…แล้วมันจะทำอย่างนั้นได้อย่างไรในเมื่อเนื้อหาส่วนใหญ่ที่เรานำมาทำการ ตลาดสินค้านั้นเราต้องเอามาจากเว็บผู้ค้า หรือจากแหล่งผู้ค้าอื่นๆ ซึ่งจะมีโอกาสสูงที่จะซ้ำกัน อันนี้ผมตอบได้เลยว่า ซ้ำ 100% ครับไม่มีไม่ซ้ำ แต่ในกรณีนี้เขาถือว่าเป็นกรณีพิเศษครับ

ที่ผมบอกว่ามันมีปัจจัยอื่นๆ เป็นองค์ประกอบนั้นก็คือตรงนี้หละครับ ในบางกรณี Search Engine เองก็ไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรตายตัว โดยเฉพาะกรณีของสินค้าและบริการต่างๆ เพราะว่ารายละเอียดสินค้านั้นมันก็เหมือนๆ กันเขาจะใช้กลวิธีอย่างอื่นในการวิเคราะห์ประเมินความได้เปรียบทางด้าน SEO และทำการจัดอันดับให้โดยไม่ซ้ำซ้อนกัน ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้นผมจะลองค้นหาข้อมูลมานำเสนอให้ได้อ่านกันในเร็วๆ นี้ครับ

เมื่อถึงตอนที่เราต้องนำสินค้าและบริการมาพูดถึง และต้องมีการแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า ตามวิธีการของบล็อกการตลาด แล้วนั้นจุดหนึ่งที่ผมเองสังเกตุได้ชัดเจนก็คือ tag นั่นเองในบางกรณีการวาง tag ที่ดีก็ช่วยให้สินค้านั้นๆ ติดอันดับได้ดีและเร็วเป็นอย่างมาก ซึ่งในกรณีนี้ผมเองเคยทดสอบอยู่หลายครั้งเกี่ยวกับคำ ที่ใช้ในการสร้าง tag ว่าจะช่วยให้ติดอันดับได้เร็วจริงๆ หรือไม่อย่างไรก็ได้ข้อสรุปดังนี้ครับว่า tag ช่วยให้หน้าเพจนั้นๆ ติดอันดับได้เร็วจริงๆ ครับแต่ว่าจะต้องเป็นคำที่มีการแข่งขันต่ำเอามากๆ หรือไม่ก็เป็นคำที่โดนจริงๆ ฟังดูก็ไม่ต่างไปจากการวางแผนด้านการใช้ keyword ในการสร้างเว็บเท่าใดนัก จุดนี้แหละครับที่มีเหมือนกันอย่างแยกไม่ออก

จากสถิติผมที่เคยทำงานมา จะทำให้เว็บติด index ได้เร็วหรือไม่ tag คือส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่งเช่นกันครับ เร็วสุดที่ผมทำได้คือ 2-5 นาทีเท่านั้นเอง และสามารถทำอันดับได้ภายในเวลาแค่ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น ข้อเสียของการทำงานในลักษณะนี้ก็คือว่าจะติดอันดับอยู่ได้แค่ 24 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้นแล้วจะหายไป กว่าจะกลับมาใหม่อีกครั้งก็ราวๆ 2 สัปดาห์หรืออาจมากกว่า ขึ้นอยู่กับปัจจัยโดยรวมที่แต่ละท่านจะสามารถค้นพบได้ ที่สำคัญให้คอยสังเกตุครับว่า จะเร็วหรือช้าบางทีอาจขึ้นอยู่กับเนื้อหาด้วยครับว่ามีการ optimization เพิ่มเติมหรือไม่อย่างไรถ้ามีอาจมาได้เร็วกว่าที่กำหนด

เรื่องของ traffic เรื่องของ seo คงมีเรื่องเล่ากันอีกมากมายก่ายกองเลยทีเดียวครับ เอาไว้โอกาสหน้าผมจะมา เล่าเกี่ยวกับขั้นตอนในการทำว่าทำอย่างไรให้ติดได้เร็ว และสามารถทำ traffic เข้ามาได้อย่างมีคุณภาพที่สุดสำหรับบล็อกของเรากันครับ

ที่มา : เมกเมนนี่ดอทคอม


การเลือกขายสินค้านั่น ถือได้ว่าเป็นประเด็นหลักๆ ที่อาจช่วยให้คุณหรือผมประสบความสำเร็จในการขายได้ ฉนั้นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณควรจะมีก็คือ “การเลือกสินค้ามาขายอย่างมีสติ” จากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านๆ มานั้นเชื่อว่าหลายท่านอาจเคยอ่านบทความเก่าๆ ของผมเมื่อปี 2006 ที่ผ่านมาเกี่ยวกับกฏเกณฑ์การเลือกสินค้าเพื่อสร้างร้านค้าออนไลน์ aStore ที่เคยสร้างเงินให้กับผมอย่างมากมายในช่วงนั้น (ปัจจุบันก็ยังทำเงินนะครับ แต่อาจทำอันดับได้ยากกว่าอดีตมาก)

การเลือกสินค้าบางครั้งก็ต้องอาศัยกฏเกณฑ์ที่ซับซ้อนเช่นกัน แต่ในบางครั้งนั้นก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเลือกสินค้าใดๆ เลยถ้าเราได้เลือกกลุ่มสินค้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหตุผลก็เพราะว่าเมื่อเราได้เลือกกลุ่มไปแล้วนั้นสินค้าภายในกลุ่ม จะขายได้อย่างแน่นอนโดยไม่มีเงื่อนไขเพราะความแคบของตัวเลือกนั้นมีการเฉพาะ เจาะจงมากขึ้น เช่นกลุ่มสินค้าประเภทเสื้อผ้า (คงไม่มีอย่างอื่นไปปนหรอกมังครับ เช่น ยารักษาโรค อะไรทำนองนี้)

ใน Amazon นั้นก็มีสินค้าอยู่มากมายก่ายกอง เป็นร้อยเป็นพันล้านรายการ คล้ายกับป่าอเมซอน ที่มีพืชหลากหลายชนิดนั่นแหละ แล้วก็ยังมีสิ่งที่อาจเป็นอันตรายด้วยเช่นกัน สินค้าบางตัวนั้นเป็นสินค้าที่ขายดีมากๆ แต่ว่าอาจไม่มีคนขายหรือเราค้นหาไม่พบ สินค้าเหล่านี้มักเป็นสินค้าที่ไม่ค่อยจะดังเพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้กล่าว ถึง (จงค้นหามันให้เจอ) แล้วนำมาทำเป็นเงินให้กับเรา สินค้าลักษณะแบบนี้ผมเรียกว่า “สินค้าทำเงิน” พยายามอย่าสับสนระหว่างสินค้าขายดี กับ สินค้าทำเงินนะครับเพราะความเหมือนที่ว่านั้นต่างกัน

ก่อนการเริ่มต้นที่ดีเราต้องมองถึงความเป็นไปได้ในระยะยาวของเราเสียก่อน ครับว่า จะสามารถขายสินค้าเหล่านั้นได้นานตลอดทั้งปีหรือไม่อย่างไร หรือเราต้องแข่งขันกับใครบ้างในปัจจุบันและอนาคตอันไกล้นี้ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันเป็นผลสะท้อนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงแค่ข้ามคืนเท่า นั้นเองครับ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ “จงมีสติให้รอบคอบก่อนการเลือกแนะนำสินค้าเสมอ” ไม่ใช่สับแต่ว่าพอเราเห็นว่าเขาขายสินค้าใดได้ดีเราก็อยากจะมีส่วนแบ่งกับ เขาบ้าง หรือไปขายแข่งกับเขาโดยที่ลืมมองที่ความสามารถในการแข่งขันของเราเช่น การขายกล้องดิจิตอล หรือ ทีวีต่างๆ ซึ่งแน่นอนครับว่าเราต้องแบกรับความยาวนานกว่าจะได้ขาจแจ๊คเสียบทีวีสักเส้น ที่อาจมีราคาเพียงแค่ $9 ให้เราได้เจ็บใจเล่นๆ ไปตลอดทั้งปีก็เป็นได้

ฉนั้นประเด็นสำคัญก็คือ ให้มองหาสินค้าที่อาจมีการแข่งขันที่น้อยเอามากๆ เพื่อนำมาทำตลาดและขายเพราะสินค้าเหล่านั้นจะเป็นสินค้าที่ทำเงินให้กับเรา ได้ตลอดปี และอาจจะตลอดไปด้วยถ้าคนอื่นไม่มาเจอกับสินค้าเดียวกับเราเสียก่อนนะครับ โดยทั่วไปแล้วอาจใช้เวลาสักระยะ และบางสินค้านั้นยาวนานจนเราอาจลืมไปแล้วว่าเรายังขายได้อยู่ทุกวัน เพราะสินค้าลักษณะนี้เป็นสินค้าที่ผมเองก็ทำอยู่ปัจจุบัน แต่การแข่งขันก็น้อยมากเช่นมีจำนวนการแข่งขันเพียงแค่ 7-10 เพจเท่านั้นเอง (อันนี้ยังไงก็ติดอันดับหน้าแรก ฮะๆๆๆๆ) แต่ก็ยังต้องแข่งอยู่ดีนะครับ เพียงแต่ว่ามันแข่งกันไม่รุนแรงมากเพียงแค่เราต้องให้ได้อันดับที่ 1-3 มาครองก็พอแล้ว

ผมมีวิธีในการเลือกสินค้าแบบง่ายๆ ดังนี้ครับ อันนี้เป็นวิธีการของผมซึ่งก็ใช้ได้ผลซะด้วยซิครับในปัจจุบัน นั่นก็คือ

  1. เลือกจากสินค้าที่อาจอยู่ลึกๆ ในหมวดหมู่นั้นๆ
  2. ตรวจดูการแข่งขันว่ามากน้อยแค่ไหนถ้าไม่เกิน 100-20,000 เพจผมเอามาขาย
  3. สินค้านั้นต้องราคาพอประมาณคืออยู่ที่ $25-$500 (ถ้าต่ำกว่านี้ หรือมากกว่านี้ไม่เอา)
  4. มีปริมาณการค้นหาอย่างน้อยวันละ 20-100 คน
  5. เป็นสินค้าที่นิยมในปัจจุบัน แต่คนไม่ขาย (อาจหายากหน่อยแต่มีแน่)
  6. เขียนบล็อกการตลาด พร้อมกับสร้างร้าน aStore เอาไว้ขายสินค้านั้นๆ ด้วย (ช่วยๆ กัน)
  7. กำหนดคำค้นหาให้ตรงจุด อาจต้องลองค้นๆ ดูหลายๆ วิธีการหน่อยแต่มีคำเด็ดๆ แน่

อันนี้ก็เป็นวิธีการต่างๆ ที่ผมใช้ในปัจจุบันนะครับและก็จะต้องมีการกำหนดว่าภายใน 2-3 สัปดาห์นั้นจะต้องขายสินค้าในกลุ่มนั้นๆ ได้ด้วยและต้องได้ตามเกณฑ์ที่ผมกำหนดเช่น 10 วันต้องผ่านที่ $100 หรือถ้าต่ำกว่านั้นก็ต้องมีแนวโน้มที่น่าสนใจจริงๆ โดยทั่วไปแล้วจะผ่านหมดเพราะการแข่งขันที่ต่ำและสินค้ามักเป็นที่นิยมแต่อาจ เป็นกลุ่มคนค้นหาในจำนวนที่น้อยกว่า เท่านั้นเองครับ ข้อสำคัญที่สุดให้หมั่นสังเกตุสิ่งที่ตนเองทำเสมอว่าผลไปในทิศทางใดบ้าง เพื่อจะได้ทำการปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นนั่นเองครับ และถ้าท่านทำแบบนี้ผมเชื่อว่ายังไงก็ขายได้แต่จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับ ตัวท่านเองที่เลือกคำค้นหาได้ถูกต้องตามลูกค้าต้องการหรือไม่เท่านั้นเอง.

ที่มา : เมกเมนนี่ดอทคอม



ก่อนอื่นต้องขอขยายความคำว่า “Low Price High Money” กันก่อนครับว่า คำว่า Low Price นั้นมาจากคำว่า “Products Low Price” ครับก็คือสินค้าที่ราคาถูกนั่นเองครับ คำว่าถูกในใจผมก็คือราคาไม่เกิน $200 นั่นเองครับอาจอยู่ที่สักตั้งแต่ $10 ขึ้นไป ส่วนคำว่า High Money นั้นมาจากคำนี้ครับ “High Commission Money” ครับหมายถึงให้รายได้กับเราได้สูง

สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่านครับวันนี้แวะมาอัพเดทเนื้อหาให้ได้อ่านกันสักหน่อยนะครับเพื่อ เป็นแรงกระตุ้นให้ทุกท่านนั้นมุ่งมั่นสร้างรายได้ให้กับตนเองต่อไปอย่างเข้ม แข็งครับ เพราะว่าอนาคตประเทศไทยอยู่ในมือท่านแล้วครับ เมื่อท่านมีรายได้จากต่างประเทศสูงขึ้นจะทำให้ไม่เพียงแค่ทุกคนที่สร้างราย ได้เท่านั้นได้ประโยชน์แต่ทำให้ประเทศเรามีสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นด้วยครับ (นั่นไงมองการไกลไปโน่น..ฮะๆๆๆๆ)


ในตอนที่เราเริ่มสร้างรายได้นั้น ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านมองหาแต่สินค้าที่อาจให้ค่าคอมมิสชั่นสูงๆ เหตุก็เพราะว่าจะได้มีรายได้ที่สูงขึ้นนั่นเองครับ แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้สูงอย่างที่คิด เพราะว่าสินค้าที่ให้ค่าคอมมิสชั่นสูงก็จะมีราคาแพงมากนั่นเองครับ ยกตัวอย่างเช่น HDTV พวกนี้นะครับเหตุก็เพราะว่าสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่ฟุ่มเฟือย และราคาแพงมากๆ ด้วยแม้จะให้ค่าคอมมิสชั่นเพียงแค่ 4% ในอเมซอนแต่ก็ยังถือว่าต่อชิ้นนั้นแพงมากๆ เลยทีเดียวครับ เช่น Samsung LN52B750 ในตอนนี้ค่าคอมน่าจะสัก $80 ต่อชิ้น เห็นแล้วเป็นไงครับเหอๆๆๆ มันน่าขายใช่หรือเปล่าหละครับผม แต่ก็แน่นอนครับเมื่อมันได้ค่าคอมขนาดนี้การแข่งขันคงไม่ต้องบอกละครับว่า เยอะมั๊ย ก็ลองค้นๆ หาดูครับว่าเยอะแค่ไหน ถ้าภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า “หืดขึ้นคอ” ทำ SEO กันจนตาเหลือกก็ไม่สามารถทำอันดับได้ดีดีสักที ยิ่งถ้าคนที่ไม่เข้าใจถึงหลักการ SEO ในปัจจุบันด้วยแล้วคงไม่ต้องพูดกันเลยละครับ

เมื่อเหตุเป็นเช่นนั้นทำไมเราต้องไปต่อสู้บนถนนการแข่งขัน “สีเลือด (ทะเลสีแดง)” ด้วยเล่าเราก็ต้องหันมาดูสินค้าที่มีความจำเป็น ซึ่งอาจราคาต่ำกว่าแต่ให้ค่ำคอมมิสชั่นสูง เช่นราคาที่ $10-$200 อย่างที่ผมว่า (บางท่านเริ่มค้านแล้วครับว่า มันสูงตรงไหน) เอาหละผมให้ดูภาพก็แล้วกันครับเพราะว่า จะได้คิดตามได้ครับ
จากที่เห็นนี้สินค้าเหล่านี้ได้ค่าคอมฯ ตามเรทที่ยอดขายเพิ่มขึ้นแม้จะมีราคาไม่มากนัก แต่ก็ให้รายได้ที่เยอะมากๆ เมื่อเทียบกับรายได้ต่อวันที่ขายสินค้าราคาแพง

จาก ที่เห็นนี้สินค้าเหล่านี้ได้ค่าคอมฯ ตามเรทที่ยอดขายเพิ่มขึ้นแม้จะมีราคาไม่มากนัก แต่ก็ให้รายได้ที่เยอะมากๆ เมื่อเทียบกับรายได้ต่อวันที่ขายสินค้าราคาแพง


คำว่าคอมมิสชั่นสูงไม่ได้หมายถึงการได้ค่าคอมฯ มาต่อชิ้นหลายร้อยเหรียญครับ แต่การได้ค่าคอมที่สูงกว่านั้นมันต่างกัน เช่นทีวีที่ผมยกตัวอย่างอาจได้ค่าคอมฯ เพียงแค่ 4% เท่านั้นเองครับแต่สินค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่อยู่ในกลุ่ม Electronics นั้นได้ค่าคอมฯ ตามจำนวนยอดขายที่เกิดขึ้นครับ คือ 4%-8.5% นั่นเองครับบางอย่างได้สูงถึง 15% เลยครับ สินค้าในกลุ่มเหล่านี้น่าขายกว่ากลุ่มแรกมากๆ ครับเพราะว่า

1. สินค้าราคาถูก ขายง่าย
2. การแข่งขันต่ำ คนทำน้อย
3. ได้คอมมิสชั่นตามยอดขาย
4. ทำให้ยอดขายเราสามารถขายได้เยอะ
5. อื่นๆ อีกแล้วแต่จะหาได้นะครับ

จากที่ผมทำๆ สินค้าในท้องตลาดมาไม่ได้จำกัดแค่ Amazon ที่เดียวเท่านั้นสินค้าเหล่านี้ทำเงินให้มากกว่าสินค้าราคาแพงหลายเท่าครับ เพราะขายได้ทุกวันและเยอะๆ ด้วยครับลองนึกภาพดูว่าแค่ได้ค่าคอมฯ ชิ้นละ $1 ถ้าเราขายได้วันละ 30 ออเดอร์ก็ปาเข้าไป $30 แล้วนะครับแล้วถ้าเกิดว่าเราขายได้อย่างนี้ตลอดทั้งเดือนเราได้ค่าคอมฯ จาก 4% เป็น 8% หรือ 8.5% รายได้เราจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวเลยทีเดียวครับเช่น ถ้าได้ที่ 8% นะครับชิ้นนี้ที่ตอนแรกเราได้แค่ $1 ต่อชิ้นจะได้ที่ $2 ต่อชิ้นถ้าขายได้ 30 ชิ้นต่อวันก็เท่ากับเรามีรายได้ $60 ต่อวันแบบนิ่งๆ กันเลยก็ว่าได้ครับแบบไม่ต้องรอลุ้นว่าอาทิตย์นี้จะมียอดขายได้ HDTV กี่เครื่องกันเลยก็ว่าได้ครับ ผมจะลองคำนวนคร่าวๆ ให้เห็นกันชัดมากขึ้นนะครับว่า ถ้าเราสามารถทำรายได้ที่ $60 ต่อวันได้ละก็ลองเอามารวมๆ กันต่อเดือนนะครับจะได้ดังนี้ครับ

$60×30 = $1800 คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 35x$1800 = 63,000 บาทโดยประมาณครับ เป็นไงครับรายได้ไม่ใช่น้อยเลยนะครับเนี่ยะ ตรงนี้แหละครับคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างรายได้จาก “บล็อกการตลาด” เพราะรายได้เหล่านี้จะเป็นรายได้ที่พอจะทำให้เรามีเงินซื้ออะไรที่เป็นทรัพย์สินได้อีกมากมายเลยทีเดียวครับ

ครับและนี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมเองอยากจะมาบอกเล่าให้ได้อ่านกันนะครับ เพราะหลายๆ ท่านนั้นเริ่มต้นจากสิ่งที่ยากก็อาจทำให้ท้อแท้ได้ อย่ามองข้ามสิ่งที่อยู่ไกล้ตัวเราครับเพราะสิ่งนั้นที่เขาเรียกกันว่า “เส้นผมบังภูเขา” เหมือนๆ กับที่เราเคยๆ เป็นกันมาตลอดจนทุกวันนี้ละครับ.

ที่มา : เมกเมนนี่ดอทคอม

หลายท่านที่แวะเข้ามาในบล็อกแห่งนี้อาจบอกว่า เฮ้ยนี่มันบ้าไปแล้วหรือเปล่าวะเนี่ยะ (ขออภัยที่ไม่สุภาพนะครับ) ทำไมเอาเรื่องเดิมๆ เหล่านี้มาพูดอีกหละ ผมก็อยากจะบอกว่าเรื่องเดิมๆ เหล่านี้แหละนะครับที่ทำให้ใครต่อใครหลายคน ต้องคอยศึกษาอยู่เป็นประจำเพราะว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ เนื้อหาของเว็บแห่งนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อสูญหายไปผมก็ต้องเขียนมาใหม่ ในแบบใหม่เพื่อให้เกิดความทันสมัยขึ้นนั่นเองครับ

Search Engine คือเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมดัชนีของเว็บเพจ หรือเว็บไซต์ในโลกนี้โดยใช้โปรแกรมตัวเล็กๆ ที่เราๆ ทุกคนอาจรู้จักในชื่อว่า Robot หรือ Spider นั่นเองครับ Search Engine มีการให้บริการที่ฟรีๆ อยู่สองลักษณะครับคือ

1. การให้บริการทำดัชนีเว็บเพจและเว็บไซต์ด้วย Robot หรือ Spider เมื่อเว็บไซต์มีการอัพเดทเนื้อหาใหม่ๆ

2. ให้บริการฟรีเครื่องมือค้นหาข้อมูลผ่านออนไลน์ (อันนี้คนใช้กันเยอะ)

ในปัจจุบันนั้น Search Engine ถูกแบ่งแยกออกเป็นหลายๆ กลุ่มด้วยกันครับ แต่ที่เราๆ ท่านๆ รู้จักและใช้กันเป็นประจำเป็นจะเป็นกลุ่มที่ชื่อว่า “Crawler-Based Search Engines” เพราะเป็นกลุ่มที่มีการใช้ฐานข้อมูลและส่ง Spider หรือ Robot ไปทำการบันทึกข้อมูลหน้าเพจต่างๆ จากทั่วโลกเอามาจัดเก็บให้เป็นระเบียบและมีการจัดอันดับตามความเหมาะสมของ เนื้อหานั้นๆ (ตรงนี้แหละครับที่เราเอามาทำพวก SEO)

ข้อมูลที่ Spider หรือ Robot ทำสำเนานั้นจะได้รับการจัดเก็บเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เีรียกว่า “Search Engine Index Server” เมื่อใดก็ตามที่มีคนค้นหาข้อมูลผ่านหน้าเว็บของ Search Engine ที่ให้บริการอย่างเช่น Google เจ้า Search Engine Index Server ก็จะทำการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ที่ตนเองมีอยู่และแสดงผลออกมาให้ตรงตามความต้องการข้อมูลนั้น ๆ โดยวิเคราะห์จากความเหมาะสมของเนื้อหา และความสมบูรณ์ของเนื้อหา ซึ่งมีส่วนประกอบต่างๆ หลายอย่างด้วยกัน เช่น รูปแบบเนื้อหา Keywords และองค์ประกอบอื่นๆ ตามแต่ละที่นั้นกำหนดเอาไว้เพื่อวิเคราะห์ผล

ในกลุ่มนี้ก็ได้แก่ Google,Yahoo!,ฺBing (MSN Live) นั่นเองครับ ส่วนหน้าตาของ Search Engine ประเภทนี้นั้นก็แล้วแต่การออกแบบครับ และการวิเคราะห์ความแม่นยำในการนำแสดงเนื้อหาก็แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการพัฒนาของแต่ละแห่ง เพราะทุกอย่างที่ให้บริการนั้นล้วนเป็นความลับต่อกันทั้งสิ้น ตรงส่วนนี้เองทำให้เราสามารถใช้บริการ การค้นหา ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น เพราะเกิดการแข่งขันการให้บริการครับ เอาหละเราไปดูหน้าตาของแต่ละที่กันครับเริ่มจากยักษ์ใหญ่แห่ง Search Engine อย่าง Google ก่อนก็แล้วกันครับ

Google Search Engine

Yahoo! Search Engine

Bing Search Engine

ครับจะเห็นได้ว่ารูปแบบหน้าตา ความน่ารักก็แตกต่างกันออกไปครับ สำหรับวิธีการใช้งานนั้นผมคงไม่ขอกล่าวถึงนะครับเพราะว่า หลายๆ ท่านอาจใช้เป็นอยู่แล้วหรือถ้าท่านใดใช้งานไม่เป็นก็ถามคนที่เขาใช้เป็น ข้างๆ ก็ได้ครับ (ฮะๆๆๆๆ)

ที่มา : เมกเมนนี่ดอทคอม

Newer Posts Older Posts Home